Skip to content

บทนำ ความเหลื่อมล้ำสำคัญไฉน

นิทานสมจริง

ลองมาดูชีวิตสมมติแต่สมจริงยุคต้นศตวรรษที่ 21 ของคนไทย 2 คน –

\

 

นิทานสมจริงข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของบอสกับแผนมี “ความเหลื่อมล้ำ” หลายมิติด้วยกัน ความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนที่สุดคือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เนื่องจากบอสมีรายได้สูง เขาจึงออมและสะสมทรัพย์สินได้มาก ส่วนแผนมีรายได้น้อย ออมได้เท่าไรก็ต้องส่งให้ครอบครัวที่บ้านและดูแลตนเอง เขาจึงมีทรัพย์สินน้อย ยังไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าได้อย่างที่ดินและหุ้น ซึ่งบอสมีทั้งความรู้และเงินทองเพียงพอที่จะลงทุนอย่างสม่ำเสมอ แต่แผนไม่เคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้ แค่การพูดคุยกับบิดามารดาเรื่องจะเอาอย่างไรดีกับที่นาผืนเดียวของครอบครัวก็ปวดหัวพอแล้ว

ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินน่าจะส่งผลให้บอสกับแผนมีความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการให้บริการของรัฐด้วย ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น แนวโน้มที่เจ้าหน้าที่รัฐจะเร่งอำนวยความสะดวกให้กับคน “เส้นใหญ่” อย่างบอสมากกว่าแผน หรือแนวโน้มที่แผนจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจมากกว่าบอส ไปจนถึงโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณะที่ได้คุณภาพ บอสไม่จำเป็นจะต้องสนใจบริการเหล่านี้ของรัฐ เนื่องจากเขามีฐานะดีพอที่จะซื้อบริการที่ดีที่สุดจากเอกชนอยู่แล้ว ขณะที่แผนต้องพึ่งพิงสวัสดิการจากรัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะสวัสดิการที่ “แรงงานนอกระบบ” อย่างเขาเข้าถึง เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นอกจากบอสกับแผนจะมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ทรัพย์สิน และโอกาสแล้ว เรายังอาจพบว่ามีความเหลื่อมล้ำด้านศักดิ์ศรีที่ (รู้สึกว่ามี) ระหว่างคนสองคนนี้อีกด้วย เนื่องจากค่านิยมในสังคมไทยปัจจุบันให้ค่ากับการ “มีหน้ามีตา” ในสังคมมากกว่า “การประกอบอาชีพสุจริต” มาก ถึงแม้ว่านักบริหารตระกูลดังอย่างบอสกับคนงานก่อสร้างอย่างแผนจะมี “ความเท่าเทียมกันใต้กฏหมาย” ก็ตาม ในความเป็นจริงของสังคมพวกเขาย่อมมีแนวโน้มที่จะถูกคนดูหมิ่นดูแคลนไม่เท่ากัน และดังนั้นจึงรู้สึกว่าตนมีศักดิ์ศรีไม่เท่ากัน

ในสังคมที่ยังมีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแพร่หลายทุกระดับชั้นอย่างสังคมไทย ความเหลื่อมล้ำอีกมิติหนึ่งที่บอสกับแผนน่าจะประสบ แต่ไม่ปรากฏในนิทานข้างต้นเพราะเป็นกรณีเฉพาะ คือความเหลื่อมล้ำของการใช้อำนาจรัฐ ดังที่รับรู้กันทั่วไปว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้าราชการ และผู้พิพากษาจำนวนไม่น้อยรับเงิน “ใต้โต๊ะ” จากผู้มีฐานะที่ตกเป็นจำเลย เพื่อเร่งดำเนินคดี บิดเบือนรูปคดีให้จำเลยพ้นผิด หรือถ้ารับโทษก็ให้ได้รับโทษสถานเบาที่สุดหรือรอลงอาญา ดังนั้นในแง่นี้ สมาชิกชนชั้นกลางระดับล่างไร้เส้นสายอย่างแผนย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบถ้าหากเขามีเหตุให้ต้องพึ่งพากระบวนการยุติธรรม

ถ้าหากความเหลื่อมล้ำเกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลล้วนๆ เช่น ถ้าหากบอสประสบความสำเร็จเพียงเพราะเขาขยันทำงาน ส่วนแผนมั่งคั่งน้อยกว่าเพียงเพราะเขาเกียจคร้านกว่า เราก็คงไม่มองว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลทั้งสองนี้เป็น “ปัญหา” ที่ควรได้รับการแก้ไข แต่ในโลกแห่งความจริง ความเหลื่อมล้ำไม่ว่าจะมิติใดก็ตามมักจะเป็น “ผลลัพธ์” ของเหตุปัจจัยต่างๆ ที่สลับซับซ้อนและซ้อนทับกัน หลายปัจจัยอยู่นอกเหนือการกระทำของปัจเจก และเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของสังคม เช่น ปัญหาคอร์รัปชันและเลือกปฏิบัติในระบบราชการ ปัญหาคนจนเข้าไม่ถึงทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต ปัญหาระบบการจัดเก็บภาษีไม่เป็นธรรม (คนจนจ่ายมากกว่าคนรวยถ้าคิดเป็นสัดส่วนของรายได้) และปัญหารัฐไม่คุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกันแม้ว่าจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม

มุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำว่ามิติใดเป็น “ปัญหา” บ้าง และถ้าเป็นปัญหาเราควรแก้ไข “อย่างไร” นั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้มาก แต่ประเด็นหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นสังคมที่คนรู้สึกว่า “ไม่น่าอยู่” เพราะรู้สึกว่าคนจนขยับฐานะได้ลำบากไม่ว่าจะขยันเพียงใด เพราะช่องว่างใหญ่มาก ส่วนคนรวยที่ “เกิดมารวย” ก็ใช้ความมั่งคั่งสะสมที่บิดามารดามอบให้เป็นมรดกสร้างความมั่งคั่งต่อไปได้อย่างง่ายดาย ในนิทานข้างต้น ลูกของบอสย่อมมี “โอกาส” ในการเข้าถึง "ชีวิตที่ดี" มากกว่าลูกของแผน

ความเหลื่อมล้ำเป็น “ปัญหา” ในสังคมแบบนี้ เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่ในสังคมที่สถานภาพและฐานะของผู้คนถูกตอกตรึงตั้งแต่เกิด เพราะทุกคนเลือกเกิดไม่ได้แต่อยากมีสิทธิและเสรีภาพในการเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ถ้าหากความเหลื่อมล้ำส่วนหนึ่งเป็นผลลัพธ์ของปัญหาเชิงโครงสร้าง เราก็ย่อมบรรเทาหรือกำจัดมันได้ด้วยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านั้น

นพ.ประเวศ วะสี กล่าวในปี พ.ศ. 2544 ว่า “คนไทยควรจะทำความเข้าใจว่า ความยากจนไม่ได้เกิดจากเวรกรรมแต่ชาติปางก่อน แต่เกิดจากโครงสร้างที่อยุติธรรมในสังคม ต้องทำความเข้าใจโครงสร้างและช่วยกันปฏิรูปโครงสร้างที่ทำให้คนจนจน”1

 

ความเหลื่อมล้ำนิธิ เอียวศรีวงศ์*
“ความเหลื่อมล้ำ” อาจเกิดได้สี่ด้านด้วยกัน คือเหลื่อมล้ำทางสิทธิ – โอกาส – อำนาจ – ศักดิ์ศรี ไม่จำเป็นว่าความเหลื่อมล้ำทั้งสี่ด้านนี้ต้องเกิดขึ้นจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแนวทางการปฏิบัติ หรือพูดให้กว้างกว่านั้นคือเกิดในทาง “วัฒนธรรม” มากกว่า
เช่นคนที่ไม่มีหลักทรัพย์ย่อมเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยาก ไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าธนาคารต้องให้กู้ได้เฉพาะผู้ที่มีหลักทรัพย์ แต่ธนาคารกลัวเจ๊ง จึงเป็นธรรมดาที่ต้องเรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ในขณะเดียวกัน ธนาคารไทยไม่เห็นความจำเป็นจะทำไมโครเครดิตกับคนจน เพราะแค่นี้ก็กำไรพอแล้ว จึงไม่มีทั้งประสบการณ์และทักษะที่จะทำ แม้รู้ว่าจะมีลูกค้าจำนวนมหึมารออยู่ก็ตาม
นี่คือโลกทรรศน์ทางธุรกิจของนายธนาคารไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรม”
“ความเหลื่อมล้ำ” ทางเศรษฐกิจนั้นมีอยู่จริง และจริงจนน่าวิตกด้วย เพราะมันถ่างกว้างขึ้นอย่างน่าตกใจตลอดมา แต่เป็นหนึ่งใน “ความเหลื่อมล้ำ” ด้านโอกาส, ด้านอำนาจ, ด้านสิทธิ จนทำให้คนส่วนใหญ่ด้อยศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องจน-รวยเพียงด้านเดียว
หรือในทางกลับกัน เพราะมีอำนาจน้อย จึงถูกคนอื่นแย่งเอาทรัพยากรที่ตัวใช้อยู่ไปใช้ หรือต้องคำพิพากษาว่าทำให้โลกร้อน ต้องเสียค่าปรับเป็นล้าน ทำมาหากินด้วยทักษะที่ตัวมีต่อไปไม่ได้ จึงหมดปัญญาหาส่งลูกเรียนหนังสือ ในที่สุดก็จนลงทั้งโคตร สิทธิก็ยิ่งน้อยลง, โอกาสก็ยิ่งน้อยลง, อำนาจก็ยิ่งน้อยลง, และศักดิ์ศรีก็ไม่มีใครนับขึ้นไปอีก
อีกด้านหนึ่งที่ลืมไม่ได้เป็นอันขาดทีเดียวก็คือ ”ความเหลื่อมล้ำ” เป็นความรู้สึกนะครับ ไม่ใช่ไปดูว่าแต่เดิมเอ็งเคยได้เงินแค่วันละ 50 เดี๋ยวนี้เอ็งได้ถึง 200 แล้วยังจะมาเหลื่อมล้ำอะไรอีก
ก็ตอนได้ 50 มันไม่รู้สึกอะไรนี่ครับ ยังคิดอยู่ว่าชาติก่อนทำบุญมาน้อย ชาตินี้จึงต้องพอเพียงแค่ 50 คิดแล้วก็สบายใจ แต่เดี๋ยวนี้ความคิดอย่างนั้นหายไปหรืออ่อนกำลังลงเสียแล้ว จะด้วยเหตุใดก็ตามทีเถิด ได้วันละ 200 แต่ได้เห็นใครต่อใครเขามั่งมีศรีสุขกันเต็มไปหมด แม้แค่มือถือมือสองมือสามเครื่องละไม่กี่ร้อย จะซื้อให้ลูกยังต้องผัดวันประกันพรุ่ง จะให้ไม่รู้สึกเหลื่อมล้ำเลยได้อย่างไร
มีเหตุผลร้อยแปดที่ทำให้ความพอใจในตนเอง (self contentment) ของแต่ละคนหายไป จะดูแต่รายได้ที่เป็นตัวเงินอย่างเดียวก็ไม่มีวันเข้าใจ เพราะความพอใจในตนเองนั้นมีเงื่อนไขทางสังคม-วัฒนธรรมกำกับอยู่ด้วยเสมอ ยกเว้นแต่พระอริยบุคคลเท่านั้นที่อยู่ในโลกแต่เหนือโลก ผมเป็นแค่กรรมกรโรงงานเท่านั้น

 

 

 


[1] ประเวศ วะสี, “นโยบายเพื่อคนจน : ล้างโครงสร้าง 10 ประการที่ประหารคนจน.” ใน ความจริงของความจน. คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: 2544. ดาวน์โหลดได้จาก http://fringer.org/?page_id=37

* บางส่วนจาก นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ความเหลื่อมล้ำ” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม – 2 กันยายน 2553 ฉบับที่ 1567.