Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

แนวทางลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

3.1 บริการสาธารณะ

ทางเลือกในการจัดบริการสาธารณะแก่ประชาชนมีมากมายหลายแนวทาง แต่ทุกแนวทางควรพิจารณาสามประเด็นหลักคือ 1) ประสิทธิภาพ (ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับประเด็นว่า จะหาสมดุลในการเป็นผู้ “จัด” บริการอย่างไร ระหว่างรัฐ เอกชน ชุมชน และองค์กรไม่แสวงกำไร) 2) ความครอบคลุม (บริการสาธารณะที่สังคมมีฉันทามติว่าเป็น “สวัสดิการขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนมี “สิทธิพลเมือง” ที่จะได้รับ ควรครอบคลุมประชากรทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย) และ 3) ความยั่งยืนทางการเงิน (ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับว่า สุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ “จ่าย” ค่าใช้จ่ายในการจัดบริการ และจะบริหารจัดการอย่างไร ความยั่งยืนทางการเงินมีความสำคัญมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีฐานภาษีค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภาระการดูแลประชาชนทั้งประเทศ)

 

3.1.1 การศึกษา

การศึกษาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาทุนมนุษย์ ทว่าระบบการศึกษาเองก็กลับมีความเหลื่อมล้ำอยู่ในตัว เพราะรัฐให้การอุดหนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นเม็ดเงินที่สูงและเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการศึกษาระดับอื่นมาก ทั้งที่ผู้ที่จะมาศึกษาในระดับดังกล่าวได้ส่วนใหญ่คือนักศึกษาจากครอบครัวที่มีรายได้สูง และ/หรือมีแรงจูงใจที่จะเข้าถึงการศึกษาระดับนี้อยู่แล้วเนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าระดับอื่น

การขยายโอกาสทางการศึกษา ต้องคำนึงถึงการขยายโอกาสลงไปถึงประชาชนในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยากจน การพิจารณาในภาพรวมเพียงประการเดียวไม่สามารถทำให้การศึกษาลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ลงได้ เนื่องจากนักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะดีย่อมมีโอกาสในการเลือกเรียนและจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงมากกว่านักเรียนจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย

การเปรียบเทียบประสบการณ์การจัดการศึกษาของประเทศต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า1 ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศจะมีการจัดการศึกษาในลักษณะผสมผสานระหว่างโรงเรียนหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับหลักการและแนวคิดของการบริหารจัดการศึกษาของรัฐ สำหรับประเทศไทย ความแตกต่างระหว่างรูปแบบของการจัดการศึกษาขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ระดับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ (Public Financing of Education) และระดับการให้การศึกษาของรัฐ (Public Provision of Education) ซึ่งแสดงเป็นแผนภูมิได้ดังนี้

 

 

ในอดีตที่ผ่านมา งบประมาณที่จัดสรรให้กับโรงเรียนแต่ละโรงเรียน จะจัดสรรจากหน่วยงานส่วนกลางไปยังสถานศึกษาโดยผ่านเขตพื้นที่การศึกษา โดยหน่วยงานส่วนกลางจะเป็นผู้พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณและจัดสรรเงิน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงบประมาณหมวดเงินเดือนครูและงบลงทุนยังถูกแยกออกจากสูตรการจัดสรรเงินดังกล่าว โดยที่เงินงบประมาณทั้งสองส่วนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 85 ของงบประมาณรายปีโดยเฉลี่ย ทำให้เงินส่วนที่เหลือมีจำนวนน้อยมากจนไม่สร้างความแตกต่างจากระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

การพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวในระดับขั้นพื้นฐานโดยผ่านความต้องการของผู้เรียน (Supply Side) ในระดับอุดมศึกษาต้องลดความเหลื่อมล้ำที่ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ทั้งนี้ควรพิจารณาจากความเหลื่อมล้ำของการศึกษา กล่าวคือ กลุ่มผู้เรียนที่อยู่ในสถานศึกษาขนาดเล็กและห่างไกลซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นที่ควรได้รับการพัฒนาสูงกว่าสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเมือง รวมทั้งผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค

 

ด้านการพัฒนาและการสร้างกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะแรงงานระดับกลาง ซึ่งเป็นผลผลิตของการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ควรสนับสนุนและพัฒนาให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ เพราะเป็นแรงงานที่สำคัญและเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากมีการสนับสนุนและพัฒนาแรงงานกลุ่มนี้ให้มากขึ้นก็จะทำให้ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ลดลง

การเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาผ่านกองทุนกู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ซึ่งมีแนวคิดว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาควรจะเป็นภาระของผู้เรียนมากกว่าผู้ปกครอง กล่าวคือ ผู้เรียนกู้ยืมจากรัฐ เมื่อจบแล้วมีงานทำจึงใช้คืนรัฐ แต่ประเด็นที่น่าพิจารณาต่อมา คือ กรอ. ไม่ได้จำกัดการกู้ยืมให้คนยากจนเท่านั้น นักศึกษาอุดมศึกษาทุกสถาบันไม่ว่ารวย หรือจนสามารถกู้ยืมได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิ หากผู้กู้ส่วนใหญ่ไม่ยากจน เป้าหมายของการลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้อาจไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ในแง่ดีคือจะเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาทุนมนุษย์มากขึ้น

ในการใช้จ่ายของรัฐสำหรับระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงการเรียนฟรี 12 ปี ควรมีการควบคุมไม่ให้สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งผันภาระค่าใช้จ่ายไปอยู่ในรูป “เงินอุดหนุนการศึกษา” รูปแบบต่างๆ ที่ทั้งอาจไม่มีความจำเป็นต่อเด็ก ทำให้โครงการเรียนฟรี “ไม่ฟรีจริง” และเด็กยังอาจไม่ได้รับประโยชน์เทียบเท่าเม็ดเงินที่สูญเสียไป และต้องบรรเทาความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการให้เงิน “แป๊ะเจี๊ยะ” และระบบเส้นสายเด็กฝาก

ในส่วนของหลักสูตรการศึกษา ควรมีการพัฒนาให้โรงเรียนทั่วประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน หรืออย่างน้อยคือใกล้กันให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในพื้นฐานความรู้ที่ต้องใช้กับข้อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

ในระดับที่แยกย่อยลงมาอีก ควรมีการรับรองรับสถานะการศึกษาของปอเนาะ โดยเทียบวุฒิผู้ที่จบการศึกษาจากปอเนาะกับการศึกษาในระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่จบการศึกษาที่มีลักษณะเป็น “การศึกษาทางเลือก” สามารถประกอบอาชีพได้เฉกเช่นเดียวกันกับผู้ที่จบการศึกษาในระบบ หรือหากจะจัดการศึกษาในรูปแบบของ “โรงเรียนเอกชนอิสลาม” ที่รัฐรับรองและมีการสอนควบคู่กันไปทั้งหลักสูตรทั่วไปและหลักสูตรตามศาสนาอิสลาม ก็ต้องมีการร่วมกันออกแบบหลักสูตรที่เป็นที่ยอมรับของชาวมุสลิมด้วย

ในส่วนของเด็กพิการหรือทุพพลภาพ หากไม่ร้ายแรงจนไม่สามารถเรียนร่วมกับผู้อื่นได้ ก็ควรส่งเสริมให้ได้เรียนร่วมกับเด็กปรกติ แต่หากไม่ได้ ก็ควรมีการจัดการศึกษาแบบ “โฮมสคูล” (Home School) ที่เป็นการสอนที่บ้าน โดยอาจเป็นการสอนโดยพ่อแม่ผู้ปกครองเอง หรือโดยบุคลากรของรัฐ และจัดให้มีการประเมินผลตามวาระที่สมควร

ท้ายที่สุด รัฐควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย รวมทั้งการศึกษานอกระบบ สื่อ และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเช่นอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการศึกษาทางไกล และการศึกษาทางเลือกในท้องถิ่นที่จัดโดยชุมชนและเพื่อชุมชน

 

3.1.2) บริการสาธารณสุข

ปัจจุบัน สิทธิในการรักษาพยาบาลครอบคลุมคนไทยทั้งประเทศผ่าน 3 กลไกคือ 1) โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2) สวัสดิการข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ และ 3) โครงการประกันสังคมและกองทุนทดแทน ทว่าในความครอบคลุมโดยหลักการนั้น (ซึ่งหมายความว่ายังไม่ต้องพูดถึงความครอบคลุมในทางปฏิบัติ) ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำปรากฏอยู่ ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยที่อ้างถึงในบทนี้ที่อธิบายว่ากลุ่มคนที่มีฐานะดี (โดยเฉพาะร้อยละ 20 ของกลุ่มที่มีฐานะดีที่สุด) สามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐมากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยมากเนื่องมาจากการใช้สิทธิของข้าราชการในระบบสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 5 ล้านคน ในขณะที่ประชาชนที่มีสิทธิรับบริการในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มีจำนวนถึง 47 ล้านคน

นอกจากนี้ ดังที่ได้กล่าวในบทนี้ว่า สวัสดิการข้าราชการปัจจุบันครอบคลุมทั้งการจ่าย “ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ” และ “ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ” ในขณะที่สิทธิในการรักษาพยาบาลอีก 2 ประเภทจะครอบคลุมเฉพาะยาในบัญชียาหลักฯ เท่านั้น ซึ่งยานอกบัญชียาหลักฯ นั้นมักจะเป็นยาใหม่ที่มีราคาแพง รวมทั้งอาจไม่มีหลักฐานความปลอดภัยในการใช้ระยะยาว การที่ข้าราชการได้สิทธิ์ในการรับยาโดยไม่ต้องจ่ายเงินและไม่มีกลควบคุมการจ่ายยา ส่งผลให้งบประมาณในส่วนของสวัสดิการข้าราชการฯ สูงขึ้นทุกปีและซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในการค่าใช้จ่ายของรัฐด้านสุขภาพ ดังนั้นจึงมีการควบคุมการจ่ายยาในส่วนนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจ่ายเฉพาะยาที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการรัฐด้านสาธารณสุข ควรแก้ไขโดยตั้งอยู่บนฐานคิดที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญว่า คนทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ว่าจะมีฐานะเช่นไร ประกอบอาชีพอะไร ก็ต่างมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่แบ่งแยก ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ควรพิจารณาคือ การที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การกระจายตัวของสถานรักษาพยาบาล ปริมาณบุคลากร ที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้ารับบริการการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับประชาชนที่อยู่ในเขตเมือง เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ควรได้รับการบรรเทาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในด้านการเข้าถึงบริการสาธารณะด้านการรักษาพยาบาล

 

3.1.3) คมนาคม

จากการวิเคราะห์ผลประโยชน์จากรายจ่ายของภาครัฐ แบ่งตามกลุ่มรายได้และตามภูมิภาค พบว่า ผลประโยชน์จากรายจ่ายของภาครัฐส่วนใหญ่ตกสู่รถยนต์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการสร้างและบำรุงรักษาถนน ส่วนที่ตกสู่ระบบขนส่งสาธารณะมีสัดส่วนน้อย ทั้งที่ระบบขนส่งสาธารณะเป็นระบบที่คนรายได้น้อยสามารถใช้บริการได้ (ไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์เป็นของตัวเอง) สะท้อนว่าปัจจุบันนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าระบบขนส่งสาธารณะ และทำให้สัดส่วนผลประโยชน์จากรายจ่ายของภาครัฐตกสู่ประชาชนที่มีรายได้สูงเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี การที่รัฐส่วนกลางให้เงินอุดหนุนในส่วนของการขนส่งสาธารณะผ่านการดำเนินงานของ ขสมก. ทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์แก่กลุ่มรายได้ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ดีกว่าการกระจายผลประโยชน์ของภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งภาครัฐยังไม่มีนโยบายสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยเหตุนี้ การลดความเหลื่อมล้ำที่สำคัญจึงต้องอาศัยการกระจายค่าใช้จ่ายไปสู่การสร้างระบบขนส่งสาธารณะในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุน โดยระบบขนส่งสาธารณะที่ควรได้รับการสนับสนุนได้แก่ รถโดยสารประจำทาง เนื่องจากมีราคาถูกและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ ยังควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟ เพื่อเป็นการกระจายผลประโยชน์สู่ประชาชนที่มีรายได้น้อย และการวางโครงการระยะยาวอย่างรถไฟความเร็วสูง ที่สามารถเดินทางสู่ภูมิภาคโดยใช้เวลาน้อย และช่วยให้พื้นที่เศรษฐกิจกระจายตัวออกจากกรุงเทพฯ อันจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการกระจายรายได้ด้วย

ในการนี้ สิ่งที่ควรทำควบคู่กันไปอาจเป็นการผลักดันการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ๆ ออกใช้กับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อลดปัญหาการจราจรแออัดและเพิ่มแรงจูงใจให้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น การเพิ่มภาระของค่าจอดรถในสถานที่ต่างๆ โดยอาจมีการออกแบบภาษีขึ้นใช้กับอาคารที่มีที่จอดรถ หรือที่จอดรถต่างๆ ที่มีการเก็บค่าจอด โดยจัดเก็บแยกออกมาจากภาษีเงินได้ปรกติ หรืออาจมีการจัดเก็บภาษีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรายปีควบคู่ไปด้วย

 

3.2) สิทธิและโอกาสในการได้รับความยุติธรรม

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ปัญหาของคนจนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมีตั้งแต่ ฐานะที่ยากจน (ทำให้ไม่มีเงินสดหรือหลักทรัพย์ที่ใช้ในการยื่นประกันตัว และไม่มีเงินมากพอจะจ้างทนายความ) การขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเองและข้อกฎหมาย (อาจทำให้ต้องรับผิดในคดีที่ตนเองไม่ได้มีความผิด) และการเลือกปฏิบัติหรือปัญหา “สองมาตรฐาน” ในกระบวนการพิจารณา (เช่น ออกเอกสารสิทธิให้แก่นายทุนหรือนักการเมืองได้ แต่ฟ้องชาวบ้านในข้อหาบุกรุกในกรณีเดียวกัน หรือพิจารณาคดีโดยยึดหลักนิติรัฐอย่างเคร่งครัด แต่ขาดหลักนิติธรรม ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมเหลื่อมล้ำไปในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนหรือหน่วยงานรัฐมากกว่าชาวบ้าน)

การจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการได้รับความยุติธรรม ต้องทำการแก้ไขปัญหาในทั้ง 3 ด้านดังกล่าวควบคู่กันไป การมีองค์กรหรือกลไกที่จะคอยให้ความช่วยเหลือคดีความของคนจนมีความจำเป็น โดยรัฐอาจสนับสนุนงานของสภาทนายความและทนายอาสาต่างๆ ที่ทำงานลักษณะนี้อยู่แล้ว เพื่อให้คนจนที่ต้องคดีความได้รับรู้และเข้าใจในข้อกฎหมาย รวมทั้งสิทธิที่ตนเองพึงมีพึงได้ในคดีความนั้นๆ นอกจากนี้ควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ความเข้าใจตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเกิดมีคดีความ

นอกจากนี้ ยังควรดำเนินการในลักษณะกองทุน ที่จะคอยดูแลเรื่องเงินหรือทรัพย์สินที่ต้องใช้ในประกันตัว เพื่อไม่ให้ต้องถูกคุมขังก่อนมีการพิจารณาคดีในชั้นศาล และเมื่อขึ้นศาลแล้ว ก็ควรมีการจัดหาทนายความ ซึ่งต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายและดำเนินงานขององค์กร นอกจากนี้กองทุนจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินโดยตรงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการจ่ายเงินให้กับผู้ที่ตกเป็นคดีความ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการนำเงินไปใช้ในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความ

ในส่วนของการพิจารณาคดี โดยเฉพาะคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับกลุ่มทุนหรือกับหน่วยงานรัฐ องค์ความรู้เรื่อง “สิทธิชุมชน” เป็นสิ่งที่ควรรวมอยู่ในหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคดีด้วย ซึ่งน่าจะช่วยให้ชาวบ้านที่ถูกฟ้องร้องมีส่วนได้รับการพิจารณาในฐานะผู้เสียหาย ไม่ใช่แต่เพียงในฐานะผู้ต้องหาเท่านั้น

นอกจากนี้ กฎหมายใดก็ตามที่มีบทบัญญัติไม่เป็นธรรมจนซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในทางปฏิบัติ กล่าวคือ ใช้ข้อความที่ครอบคลุมเกินไปจนเปิดช่องให้ผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสใช้เพื่อกลั่นแกล้งผู้คิดต่างทางการเมือง ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หรือมีบทลงโทษที่รุนแรงเกินฐานความผิด ก็ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น

 

3.3) สิทธิและโอกาสของเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

ดังกล่าวไปแล้วว่า ประเทศไทยมีเด็กทารกเพียงร้อยละ 5 ที่ได้ดื่มน้ำนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของการเจริญเติบโต ปัญหาดังกล่าว เกิดจากทั้งการที่ผู้เป็นแม่ไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญของการให้นมแม่ทั้งในแง่สารอาหารและสายสัมพันธ์แม่ลูก และสาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือ สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่บีบคั้นผู้เป็นแม่ให้ต้องออกไปทำงานจนไม่มีโอกาสให้นมลูก

ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โรงพยาบาลต่างๆ ควรมีการให้ความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญของการให้น้ำนมแม่แก่เด็ก รวมทั้งต้องมีการแนะนำการให้นมที่ถูกวิธี ในขณะเดียวกัน กรณีที่แม่ทำงานในสถานประกอบการทางเศรษฐกิจต่างๆ ควรมีการจัดพื้นที่สำหรับให้นมลูก ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการมีสถานที่และเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กที่ผู้เป็นแม่ทำงานในสถานประกอบการนั้นๆ นำมาฝากไว้ หรืออย่างน้อยที่สุด ควรมีพื้นที่ให้ผู้เป็นแม่สามารถปั๊มน้ำนมและมีตู้เย็นสำหรับเก็บรักษาน้ำนมเพื่อสามารถนำกลับไปให้ลูกได้ โดยในการณ์นี้ รับอาจสร้างแรงจูงใจโดยให้นำต้นทุนในส่วนนี้ไปหักภาษีได้ในฐานะที่เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ทว่า ก็ต้องมีการควบคุมดูแลให้ดีเพื่อไม่ให้กลายเป็นช่องทางในการหลบเลี่ยงภาษีด้วย

ปัญหา “ครอบครัวแหว่งกลาง” คือผู้สูงอายุเลี้ยงดูหลานอยู่กับบ้านในชนบท ขณะที่ผู้ปกครองวัยทำงานไปทำงานในเมือง (โดยมากที่กรุงเทพฯ) เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีรากมาจากความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือ หนุ่มสาวนับล้านคนเดินทางออกจากชนบทมาหางานทำในเมืองเหมือนกับพิชัยในบทนำ เนื่องจากในเมืองมีโอกาสหางานรายได้ดีมากกว่าในชนบทมาก วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่การลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ เช่น ด้วยการกระจายการลงทุนไปสู่ชนบทให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโต สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนหนุ่มสาว ลดแรงจูงใจที่จะเข้ามาหางานทำในเมือง ส่วนมาตรการแก้ปัญหาในระยะสั้นและกลาง คือการเพิ่มมาตรการดูแลเด็กและผู้สูงอายุในครอบครัวแหว่งกลาง เช่น เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง “เบี้ยยังชีพคนชรา” จัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในชุมชนทั่วประเทศที่ได้คุณภาพ และเพิ่มการสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เป็นปัญหาเชิงพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กติดยาเสพติด ท้องไม่พร้อม หรือติดเกม ล้วนต้องเริ่มจากการกลับด้านทัศนคติกระแสหลักในสังคมเสียใหม่ จากที่มักจะประณามและทอดทิ้ง “เด็กมีปัญหา” แต่เชิดชูและทุ่มเททรัพยากรให้กับ “เด็กดี” ที่ตั้งใจเรียน มาเป็นความเข้าใจว่า แท้จริงเด็กและเยาวชนเป็นวัยที่ต้องการความรักและความเอาใจใส่ เด็กยิ่ง “มีปัญหา” ยิ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เขามีปัญหามากขึ้นจนยากแก่การเยียวยา นอกจากนี้ สังคมควรเปิดใจยอมรับในค่านิยมและวิถีชีวิตของวัยรุ่นที่เปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของรสนิยมทางเพศ และการให้ความสำคัญกับ “โลกเสมือน” ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นดาบสองคมไม่ต่างจากโทรทัศน์และเกม ซึ่งมักจะถูกประณามว่าเป็น “ต้นเหตุ” ของเด็กที่มีปัญหา

การเปิดใจให้กว้าง พยายามทำความเข้าใจกับวิถีชีวิตของวัยรุ่นโดยไม่ตัดสินหรือตีกรอบด้วยมาตรวัดทางศีลธรรมที่คับแคบ จะช่วยให้มองเห็นทางเลือกต่างๆ ในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะทางเลือกที่เน้นการหว่านล้อม จูงใจ ให้การศึกษา ให้เวลาดูแล และสร้าง “พื้นที่คุณภาพ” ให้เด็กได้มีทางเลือกในการทำกิจกรรม มากกว่าการปิดกั้น ประณาม หรือสั่งห้าม ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีที่ไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้มากนัก เนื่องจากเด็กและเยาวชนเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นและต่อต้านการบังคับขืนใจเป็นธรรมชาติ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ และเด็กที่มีความปราดเปรียวเฉลียวฉลาดย่อมหาหนทางหลบเลี่ยงการห้ามไปได้เสมอ

กรณีผู้สูงอายุ เพื่อให้ประชากรที่ปัจจุบันเป็นผู้สูงอายุมีรายได้ และไม่ต้องประสบปัญหาสุขภาพจิตเนื่องจากความเสื่อมถอยในด้านต่างๆ ตามความชราของตน ควรมีการดึงศักยภาพที่ผู้สูงอายุมีอยู่มาใช้ โดยสนับสนุนผู้สูงอายุเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้หรือทักษะด้านต่างๆ ให้กับผู้คนในชุมชน หรือแนะนำการประกอบอาชีพด้านต่างๆ ที่เหมาะสมแก่สภาพ ส่วนในระยะยาว ควรมีการสนับสนุน “การศึกษาตลอดชีวิต” เพื่อเป็นการเพิ่มทุนมนุษย์ให้กับผู้สูงอายุ

นอกจากมาตรการดูแลผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย การเตรียมพร้อมทางด้านการเงินสำหรับสังคมผู้สูงอายุก็เป็นสิ่งจำเป็น เป้าหมายหลักอยู่ที่การมอบหลักประกันให้ประชาชนเกษียณอายุโดยมีระดับรายได้ที่เพียงพอ และมีระดับคุณภาพชีวิตไม่ด้อยกว่าตอนที่ยังทำงานอยู่ ปัจจุบันระบบบำเหน็จบำนาญของไทยที่มีอยู่ครอบคลุมประชากรได้เพียงประมาณร้อยละ 30 ของแรงงานทั้งประเทศ (ประมาณ 10.5 ล้านคน จาก 35 ล้านคน) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในระบบ ดังนั้น แรงงานนอกระบบจึงมีความเสี่ยงต่อสภาวะขาดรายได้หลังเกษียณอายุ ทำให้มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริม “ทักษะการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน” (Financial Literacy) อย่างจริงจังตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อสร้างศักยภาพและวินัยในการบริหารจัดการเงินออมและหนี้สินส่วนบุคคล ตลอดจนเร่งบังคับใช้กฎหมาย “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” โดยเร็ว เพื่อให้หลักประกันการออมครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม

ด้านผู้พิการ ปัญหาหลักอยู่ที่การไม่มีงานทำของผู้พิการกว่า 1.17 ล้านคน หรือร้อยละ 64.8 ของผู้พิการทั้งหมด ส่งผลให้ขาดความมั่นคงในชีวิตและศักดิ์ศรี ควรแก้ไขด้วยการเพิ่มทรัพยากรและกลไกสนับสนุนผู้พิการในระบบการศึกษา และช่วยหางานและฝึกทักษะที่จำเป็น ส่วนหนึ่งด้วยการสนับสนุน “ธุรกิจเพื่อสังคม” เพื่อผู้พิการ อย่างเช่นบริษัท Digital Divide Data ในกัมพูชา ซึ่งรับแต่ผู้พิการเข้าทำงานเป็นพนักงานแปลงเอกสารให้เป็นดิจิทัล พร้อมทั้งออกทุนสนับสนุนให้ผู้พิการเข้าเรียนหลักสูตรระดับอุดมศึกษาภาคค่ำระหว่างที่ทำงาน เพื่อให้ผู้พิการได้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะหางานใหม่ที่มีรายได้ดีกว่าเดิมในอนาคต

ด้านแรงงานต่างด้าว ปัญหาหลักอยู่ที่การถูกละเมิดสิทธิโดยนายจ้างและเลือกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนควรต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติของนายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐว่า แรงงานต่างด้าวนอกจากจะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลแล้ว ยังเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สมควรได้รับการคุ้มครองสิทธิแรงงานเฉกเช่นคนไทยทั่วไป

 

3.4) สิทธิในการเรียกร้องของประชาชนและการตอบสนองจากภาครัฐ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในบทนี้ว่า ปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำในการตอบสนองจากภาครัฐค่อนข้างมากระหว่างประชาชนกับนักธุรกิจหรือนักการเมือง คนจนมักจะต้องลงเอยด้วยการไปประท้วงปิดถนนเพื่อเรียกร้องความสนใจหลังจากที่เรียกร้องทางอื่นๆ แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะที่นักธุรกิจหรือนักการเมืองมักจะ “นัดกินข้าว” กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงได้อย่างง่ายดาย

ในความเป็นจริง เราคงไม่สามารถทำให้ประชาชนทุกคนสามารถนัดกินข้าวกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ แต่ควรต้องเปลี่ยนทัศนคติในการตอบสนองต่อประชาชน ที่มองว่าผู้เรียกร้องทุกคนเป็นประชาชนเหมือนกัน เพื่อไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีโอกาสเข้าถึงเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าคนกลุ่มอื่น ซึ่งสิ่งที่จะต้องพัฒนาควบคู่กันไปก็คือ ระบบการดำเนินงานที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การมีระบบประเมินการทำงานโดยวัดจากผลของการตอบสนองข้อเรียกร้อง แล้วพิจารณาให้รางวัลหรือลงโทษ อาจช่วยให้บุคลากรของหน่วยงานรัฐมีความกระตือรือร้นในการติดตามเรื่องร้องเรียนที่รับไว้มากขึ้น ส่งผลให้กระบวนการตอบสนองการร้องเรียนเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ยังควรพิจารณาโดยเอาความเดือดร้อนของผู้ร้องเรียนเป็นที่ตั้ง ควบคู่ไปกับการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกร้องเรียนอย่างมีการยืดหยุ่นเข้าหากัน และในกรณีที่ไม่อาจตอบสนองข้อเรียกร้องได้ ก็ต้องมีคำอธิบายที่ทำให้ผู้เรียกร้องพึงพอใจ

ในกรณีการชุมนุมประท้วงที่ทำให้มีผู้เดือดร้อน เช่น ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพเพราะถูกผู้ประท้วงปิดถนน การเร่งรัดให้รัฐออกกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะน่าจะเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากที่ผ่านมามีความไม่ชัดเจนในรายละเอียดว่า เส้นแบ่งระหว่างสิทธิของผู้ชุมนุมประท้วง กับสิทธิของผู้อื่นนั้นควรอยู่ที่ใด แต่เหนือสิ่งอื่นใด การเปลี่ยนทัศนคติต่อการชุมนุมเป็นหัวใจสำคัญ แทนที่จะมองว่า “การชุมนุมประท้วงจุดชนวนความเดือดร้อน” อย่างเดียว การมองมุมกลับว่า “ความเดือดร้อนจุดชนวนการชุมนุมประท้วง” น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นทัศนคติที่ควรรณรงค์ให้เกิดทั้งในฝั่งรัฐ และประชาชนทั่วไปที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมด้วยเหตุผลว่า “สร้างความเดือดร้อน” เพื่อจะได้เกิดความยินดีที่จะรับฟังและเจรจากับกลุ่มผู้เรียกร้อง อันจะนำไปสู่การถกเถียงกันเรื่องปัญหาตามข้อเรียกร้อง ว่าควรมีการจัดการกับปัญหานั้นหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่พูดกันมานานก็คือ “ความจริงใจในการเข้าไปแก้ปัญหาของรัฐ” นั่นเอง

 

 


1 ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์, รายงานผลการวิจัยการศึกษาเปรียบเทียบระบบงบประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ, เสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ: 2550.