Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

ด้านสิทธิและโอกาส

แนวคิดเรื่อง “สิทธิ” เป็นแนวคิดที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทว่าผกผันและผันแปรไปตามค่านิยม สภาวะเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละยุคสมัย เราอาจแบ่งสิทธิทั้งหมดออกเป็น 3 ประเภท (ซึ่งอาจทับซ้อนกันได้) ดังต่อไปนี้

1. “สิทธิสากล” (Universal Rights) หมายถึง สิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด กล่าวได้ว่าเป็น “สิทธิธรรมชาติ” ที่ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยกฎหมายมารองรับการดำรงอยู่

2. “สิทธิพลเมือง” (Civil Rights) หมายถึง สิทธิที่เกิดจากความเป็นพลเมืองในประเทศ เป็นสิทธิที่รัฐต้องให้การคุ้มครองอย่างเสมอภาคกันตามกฎหมาย

3. “สิทธิเฉพาะกลุ่ม” (Interest Group Rights) หมายถึง สิทธิของบุคคลเฉพาะกลุ่มที่เรียกร้องว่าสมควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษนอกเหนือจากสิทธิพลเมืองทั่วไป ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ศีลธรรม หรือความจำเป็นในการดำรงชีวิต

ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนว่า สิทธิหลายประการที่เรามองว่าเป็น “สิทธิสากล” ในปัจจุบันนั้น ในอดีตมิได้เป็นสิ่งที่สังคมมองว่าเป็น “สิทธิ” แต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น ในสังคมยุคที่ยังมีการค้าทาส ค่านิยมกระแสหลักมองว่าทาสไม่ใช่ “มนุษย์” ที่มีศักดิ์ศรีเสมอกับนายทาส ดังนั้นจึงไม่สมควรมีสิทธิที่ทัดเทียมกัน ต่อมาหลังจากที่มีการลุกฮือขึ้นต่อสู้ทางการเมืองและวัฒนธรรม จนนำไปสู่การเลิกทาสอย่างแพร่หลายแล้วนี่เอง “เสรีภาพจากการถูกบังคับ” ในลักษณะนี้จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นสิทธิสากลที่มนุษย์มีเสมอกัน

โดยรวมอาจกล่าวได้ว่า สิทธิต่างๆ ที่คนในสังคมปัจจุบันเห็นพ้องกันว่าเป็น “สิทธิสากล” หรือ “สิทธิพลเมือง” นั้น ล้วนแล้วแต่ผ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้เรียกร้องอันโชกโชนมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิสตรี สิทธิในการแสดงออกทางการเมือง สิทธิในความเป็นส่วนตัว ฯลฯ หลายครั้งสิทธิเหล่านี้เริ่มต้นจากการเป็น “สิทธิเฉพาะกลุ่ม” ที่สงวนไว้สำหรับผู้มีอำนาจในสังคม แต่ต่อมาได้รับการขยับขยายให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม เช่น สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งในสังคมโบราณ (เช่น อินเดียและกรีก) เคยสงวนไว้เฉพาะสำหรับชนชั้นสูงหรือผู้มีฐานะดีเท่านั้น ปัจจุบันการถกเถียงในสังคมสมัยใหม่หลายประเด็นมีแนวโน้มว่าอาจสถาปนาสิทธิข้อใหม่ๆ ขึ้นในอนาคต เช่น การถกเถียงว่าผู้หญิงควรมีสิทธิทำแท้งหรือไม่ กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศควรมีสิทธิจดทะเบียนสมรสหรือไม่ เป็นต้น

รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2560 ให้การคุ้มครองสิทธิของประชาชนหลายด้าน อาทิ สาธารณสุข การศึกษา สิทธิในการได้รับข้อมูลจากรัฐ เมื่อมีการดำเนินการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชน อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาหลายประการ เช่น กฎหมายหลายฉบับยังระบุในตัวบทเองว่า “มีบทบัญญัติที่จำกัดเสรีภาพ” และมาตราเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้แก้ไขได้ยากมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหลายประการในรัฐธรรมนูญมีสร้อยต่อท้ายว่า “เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิ มีความหมายได้สองลักษณะ คืออาจหมายถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่ควรมีสิทธิเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มี หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่มีสิทธิเดียวกัน แต่มี “โอกาส” และ “ความสามารถ” ในการ “ใช้” สิทธินั้นได้ไม่เท่ากัน ในที่นี้ผู้เขียนจะเน้นเฉพาะความเหลื่อมล้ำลักษณะหลัง เนื่องจากความเหลื่อมล้ำในลักษณะแรกต้องอาศัยการถกเถียงเชิงปรัชญามากกว่าข้อเท็จจริง (เช่น ตัวอ่อนในครรภ์ ควรนับว่าเป็น “คน” เมื่อใด) จึงอยู่นอกเหนือเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้

มีกรณีมากมายที่คนมี “สิทธิ” ตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มี “โอกาส” ในการใช้สิทธินั้นอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุผลนานัปการซึ่งมักจะเกี่ยวพันกับความเหลื่อมล้ำด้านอื่น ยกตัวอย่างเช่น มีสิทธิในการรับการศึกษาฟรี 12 ปีตามกฎหมาย แต่ยังใช้สิทธินั้นไม่ได้เพราะการศึกษายังไม่ฟรีจริง หรือเพราะโรงเรียนอยู่ไกลจากบ้านเกินไป ไม่มีรายได้พอจ่ายค่าเดินทางให้ลูก เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ การถกประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิจึงไม่มีความหมายเท่าไร ถ้าหากเราไม่ถกประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสไปพร้อมกัน