Skip to content

บทที่ 1 ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ

1.1 รายได้

ถึงแม้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาจะทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้สัดส่วนของ “คนจน” ถ้าวัดจากเส้นความยากจนน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ดังจะเห็นจากสถิติรายได้ของประชากร แบ่งตามระดับรายได้ 5 กลุ่ม (Income Quintile) ว่า ในปี 2558 กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุดกับกลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้ต่ำสุดมีรายได้ต่างกันถึง 10.3 เท่า น้อยลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2554 ซึ่งมีรายได้ต่างกัน 11.3 เท่า โดยในปี 2558 กลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 50.4 ของรายได้รวมทั้งประเทศ ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 4.9 ของรายได้รวมทั้งประเทศเท่านั้น (ดูแผนภูมิ 2)

สถิติรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนของกลุ่มประชากร แบ่งตามกลุ่มรายได้ 5 กลุ่ม ในช่วงปี 2531 - 2558 ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ว่ารายได้ของแต่ละกลุ่มรายได้จะมีอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกัน (ราวร้อยละ 8 ต่อปี) แต่กลุ่มคนร้อยละ 20 ที่รวยที่สุดมีส่วนเพิ่มของรายได้สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจาก “ฐานรายได้” ในแต่ละปีมีขนาดใหญ่กว่า อัตราการเติบโตของกลุ่มนี้เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นเพิ่งจะลดลงในปีท้ายๆ (ดูแผนภูมิ 3)

 

 

เมื่อดูข้อมูลระดับจังหวัดของปี 2558 สถิติก็บ่งชี้ว่าความยากจนสัมบูรณ์และความยากจนสัมพัทธ์ (ความเหลื่อมล้ำ) มีแนวโน้มจะดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งจังหวัดที่มีสัดส่วนคนยากจนมากและมีความเหลื่อมล้ำมาก ก็มักจะมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนต่ำกว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนคนยากจนและความเหลื่อมล้ำน้อยกว่า (ดูแผนภูมิ 4) อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวนับเฉพาะประชากรที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดนั้นๆ (ภูมิลำเนาเดิม) ไม่ได้ดูจาก “ประชากรที่แท้จริง” ของแต่ละจังหวัด (ยกตัวอย่างเช่น พิชัยทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่ชื่อของเขายังอยู่ที่โคราช) จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างมากสำหรับจังหวัดที่มีประชากรต่างถิ่นอาศัยอยู่มาก อาทิ กรุงเทพฯ และระยอง (แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ) 

หลักประการหนึ่งที่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในไทยยังอยู่ในระดับสูง คือการที่ค่าจ้างจริงแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยหลังจากที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 คือตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา “ค่าจ้างจริง” ที่ว่านี้หมายถึงค่าจ้างที่หักผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว เงินเฟ้อมีความสำคัญเพราะถ้าหากปีนี้รายได้เราเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ก็แปลว่า “รายได้จริง” ของเราไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ลดลงร้อยละ 7-5 = 2 เพราะข้าวของที่เราต้องซื้อมีราคาสูงขึ้นมากกว่ารายได้ส่วนเพิ่ม ดังนั้นจึงต้องหักอัตราเงินเฟ้อ (สะท้อนการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ) ออก ถ้าเราอยากรู้ว่า “กำลังซื้อจริง” ของเราเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

แผนภูมิ 5 เปรียบเทียบการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (gross domestic product ย่อว่า จีดีพี) กับค่าจ้างจริงระหว่างปี 2544 ถึง 2558 พบว่า ในขณะที่จีดีพีเติบโตกว่าร้อยละ 48 ระหว่างปี 2544 ถึง 2553 ค่าจ้างจริงกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตั้งแต่ปี 2554 ในแง่การเติบโตของค่าจ้างจริงกระเตื้องขึ้นมาก ก่อนที่จะหดตัวลงในปี 2558 เทียบกับปี 2557

สถิติดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานผลตอบแทนผู้บริหารโลก (Global Management Pay Report) ประจำปี ค.ศ. 2009 ของ เฮย์ กรุ๊ป บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำ ซึ่งระบุว่า ช่องว่างค่าตอบแทน (pay gap) ระหว่างผู้บริหารกับพนักงานระดับเสมียนในไทยสูงเป็นอันดับสามในเอเชีย คือ 11.4 เท่า ตามหลังจีน (12.6 เท่า) และอินโดนีเซีย (11.5 เท่า) นอกจากนี้ บริษัทในไทยยังจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารสูงเป็นอันดับที่ 26 ของโลก สูงเป็นอันดับสองในเอเชียรองจากฮ่องกง ซึ่งอยู่อันดับที่ 11  1

คำถามที่ว่าเหตุใดค่าจ้างจึงเพิ่มน้อยมากนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา เป็นประเด็นซับซ้อนที่ต้องอาศัยการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหารากสาเหตุต่อไป ผู้เขียนคิดว่าปัจจัยสำคัญสองประการที่น่าจะอธิบายได้ไม่มากก็น้อย ได้แก่

1) บริษัทจำนวนมากยังยึดวิถี “รับจ้างผลิตหรือขายสินค้าราคาถูกด้วยแรงงานถูก” เป็นโมเดลในการทำธุรกิจ (ดังที่นักเศรษฐศาสตร์บางท่านขนานนามว่า “เศรษฐกิจจับกัง”) แทนที่จะลงทุนเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน (เช่น ด้วยการฝึกอบรม) และเพิ่มค่าจ้างเป็นการตอบแทน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่โมเดลแรงงานถูกได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปมากแล้วในยุคที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย และเวียดนาม ล้วนเติบโตเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีค่าแรงถูกกว่าไทย และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่า

2) ลูกจ้างไทยโดยรวมยังมีอำนาจการต่อรองค่อนข้างต่ำ และใช้สิทธิรวมกลุ่มเพื่อเจรจาต่อรองค่อนข้างน้อย ข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในปี 2552 ระบุว่า ทั่วประเทศมีสมาชิกสหภาพแรงงานของกิจการเอกชนเพียง 352,400 คน หรือไม่ถึงร้อยละ 1 ของแรงงานทั้งหมด เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในเอเชีย สาเหตุส่วนหนึ่งคือ กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ระบุว่าแรงงานต้องขออนุญาตจัดตั้งสหภาพจากกระทรวงแรงงานก่อน และเปิดเผยรายชื่อสมาชิกสหภาพ ข้อกำหนดนี้ทำให้คนงานที่เป็นแกนนำถูกเลิกจ้าง องค์กรนายจ้างขัดขวางการจัดตั้งและกลั่นแกล้งแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพได้โดยง่าย เท่ากับว่าสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของแรงงานไทยยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานสากล ซึ่งระบุว่าลูกจ้างควรมีสิทธิรวมตัวกันโดยไม่ต้องขออนุญาตจากนายจ้างหรือรัฐก่อน

ปัจจุบันไทยเป็นประเทศส่วนน้อยที่ยังไม่ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization ย่อว่า ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว) และฉบับที่ 98 (การรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง) โดยสาระสำคัญของอนุสัญญาสองฉบับนี้ได้แก่ 1) คนงานและนายจ้างสามารถใช้สิทธิในการรวมตัวได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากรัฐ 2) เจ้าหน้าที่รัฐต้องละเว้นการแทรกแซงใดๆ ที่จะจำกัดสิทธิในการดำเนินกิจกรรมขององค์กรของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง 3) สหภาพแรงงานมีเสรีภาพในการเข้าร่วมองค์กรใดๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเสรี และ 4) คุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำใดๆ อันเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน (ข้อ 1-3 จากอนุสัญญาฉบับที่ 87, ข้อ 4 จากอนุสัญญาฉบับที่ 98)

 

 


1 Hay Group, Global Management Pay Report 2009. ดาวน์โหลดได้จากhttp://www.haygroup.com/Downloads/ww/misc/Global_Management_Pay_Report_2009_final.pdf