Skip to content

บทที่ 1 ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ

แนวทางลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ

การลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประชาชนทุกหมู่เหล่าเป็นสำคัญ สามารถทำได้โดยการลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และลดความเหลื่อมล้ำด้านโครงสร้างภาษีควบคู่กันไป ยกตัวอย่างเช่น

1. รัฐบาลปล่อยให้ประชาชนทุกภาคส่วนแข่งขันกันเองภายใต้กลไกตลาดที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสะสมความมั่งคั่งจากการทำงานและการประกอบธุรกิจทว่าวิธีนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีรายได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว (Disposable Income) ที่เพียงพอต่อการออม ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างการแข่งขันในตลาดจะต้องเสรีและเป็นธรรมซึ่งหมายความว่ารัฐควรปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าให้ใช้การได้จริงเพื่อลดโอกาสที่ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจผูกขาดหรือเหนือตลาดและควรเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมมากกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มี“สายป่านยาว” อยู่แล้วนอกจากนี้ทุกคนในสังคมก็ควรมีโอกาสเข้าถึงปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการสร้างเสริมสมรรถภาพในการดำรงชีพหรือแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน (เช่นโอกาสในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ)

2. ส่งเสริมระบบการเงินฐานราก (“การเงินชุมชน” เช่นกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สัจจะสะสมทรัพย์ และสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการผลิต) ที่ชาวบ้านจัดการกันเอง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่นับแสนแห่งทั่วประเทศ สามารถระดมเงินออมและเป็นแหล่งทุนให้สมาชิกกู้ไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้โดยไม่ต้องอาศัยสถาบันการเงินกระแสหลัก แต่ปัจจุบันหลายแห่งกำลังประสบปัญหาขาดแคลนผู้รับช่วงต่อ เมื่อคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านไม่สนใจ และปัญหาการขาดแคลนเงินทุนในการตอบสนองต่อความต้องการของคนในชุมชนอย่างเพียงพอ

3. ผลักดันและส่งเสริมสถาบัน “การเงินขนาดจิ๋ว” (ไมโครไฟแนนซ์) ในไทย ซึ่งอาจใช้หลายวิธีผสมผสานกัน ระหว่าง 1) การยกระดับองค์กรการเงินฐานรากที่ชาวบ้านจัดการกันเองและมีความเข้มแข็งแล้วระดับหนึ่ง 2) การส่งเสริมการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต (mobile banking / e-banking) โดยผู้ประกอบการที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสถาบันการเงิน และ 3) การส่งเสริมให้ธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์ริเริ่มธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ตามแนวทาง “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่มุ่งให้คนยากจนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำเงินกู้ไปปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ ดังตัวอย่าง “ธนาคารกรามีน” (Grameen Bank) ในบังกลาเทศ ที่ทำให้ มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ก่อตั้งธนาคารได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี ค.ศ. 2006 ร่วมกับธนาคาร จากคำแปลคำอธิบายของยูนุสในเว็บไซต์ธนาคารกรามีน กรามีนเชื่อว่า “สินเชื่อเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง” และยังเชื่อว่า “มนุษย์ทุกคน รวมทั้งคนที่จนที่สุด ล้วนมีศักยภาพ” นั่นทำให้แม้แต่ขอทานก็ยังสามารถเป็นลูกค้าของธนาคารกรามีนได้

4. ควรมีการขยายฐานภาษีตามหลักความเสมอภาคทางภาษีที่ว่า “ผู้มีฐานะใกล้เคียงกัน สภาพแวดล้อมคล้ายกัน ควรจ่ายภาษีแบบเดียวกัน ในอัตราเท่ากัน และไม่สามารถผลักภาระภาษีไปสู่ผู้อื่นได้” เพื่อครอบคลุมกลุ่มผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษี แต่ยังไม่ได้เสียภาษีด้วยสาเหตุต่างๆ (ไม่ยื่นแบบฟอร์มการเสียภาษี, ยื่นต่ำกว่าความเป็นจริง, หลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่างๆ เป็นต้น) และเพื่อลดภาระภาษีที่กระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในบางกลุ่ม ในการนี้ สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไปก็คือ ระบบการประเมินการเรียกเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ และควรมีการทบทวนพิจารณาแก้ไขการลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น

5. รัฐควรผลักดันภาษีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและปัญหาใหญ่ในสังคมปัจจุบัน อาทิ ภาษีมลพิษ (ตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”) ตลอดจนภาษีก้าวหน้าที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีฐานะดีใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า อาทิ ภาษีมรดก ภาษีกำไรส่วนเกินทุน (Capital Gains Tax หมายถึงภาษีที่เก็บจากกำไรที่ได้รับจากการขายทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์) และภาษีที่ดินและทรัพย์สินที่มีโครงสร้างที่เป็นธรรมและเหมาะสม