Skip to content

บทนำ ความเหลื่อมล้ำสำคัญไฉน

ความเหลื่อมล้ำกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย

มุมมองของคนเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำแต่ละด้านว่าอะไรเป็น “ปัญหา” และถ้าเป็นปัญหาควรแก้ไข “อย่างไร” นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว ทว่าผันแปรไปตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ยกตัวอย่างเช่น สมัยที่โทรศัพท์มือถือยังมีราคาแพงเพราะเทคโนโลยีเพิ่งเกิด คนที่จะใช้มือถือได้ก็มีแต่ชนชั้นกลางระดับบนเท่านั้น เราจึงไม่คิดว่าความเหลื่อมล้ำเรื่องมือถือเป็น “ปัญหา” ที่ต้องแก้ไข เพราะโทรศัพท์เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มือถือมีราคาถูกลงเพราะเทคโนโลยีก้าวหน้า คนก็มีกำลังซื้อมากขึ้นเพราะมีรายได้ดีขึ้นจากความเจริญทางเศรษฐกิจ ค่านิยมในสังคมก็เปลี่ยนไปเมื่อโลกเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า การได้ใช้บริการโทรคมนาคมที่มีคุณภาพไม่ได้เป็นแค่ความต้องการของผู้บริโภคที่มีฐานะอีกต่อไป แต่เป็น “สิทธิในการได้รับบริการสาธารณะ” ประการหนึ่งซึ่งรัฐมีหน้าที่รับประกัน

สินค้าอุปโภคบริโภคที่คนมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในวิถีชีวิตปัจจุบัน รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือจินตนาการของคนไทยส่วนใหญ่อีกต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยซึ่งสามารถเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 7 ต่อปีเป็นเวลานานกว่า 25 ปี ส่งผลให้ “ความยากจนเชิงสัมบูรณ์” (Absolute Poverty) ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา สัดส่วนคนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 2 เหรียญสหรัฐต่อวัน (เส้นความยากจนที่ธนาคารโลกใช้เป็นมาตรวัดความจนทั่วโลก) ลดลงจากร้อยละ 26 ในปี พ.ศ. 2535 เหลือร้อยละ 12 ในปี 2549 อย่างไรก็ตาม ประชากรที่อยู่ในกลุ่ม “เฉียดจน” คือมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนเพียงเล็กน้อยยังมีจำนวนมาก ถ้าขยับเส้นความยากจนจาก 2 เหรียญต่อวัน เป็น 3 เหรียญต่อวัน (ประมาณ 2,700 บาทต่อเดือน) คนไทยที่อยู่ใต้เส้นความยากจนนี้ก็จะเพิ่มจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 29 ทันที5

ความเจริญทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการขยายตัวของบริการทางการเงิน อาทิ เงินผ่อนและสินเชื่อส่วนบุคคล ส่งผลให้แม้แต่ประชากรที่มีรายได้เพียง 4,000-5,000 บาทต่อเดือน อย่างเช่นบิดามารดาของพิชัย ก็สามารถมีสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ อาทิ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และตู้เย็น ได้อย่างไม่ลำบาก (ดูแผนภูมิ 1 ขั้นบันไขั้นบันไดรายได้ต่อเดือน และจำนวนสินค้าที่มีในครัวเรือน)

 

แผนภูมิ 1 ขั้นบันไดรายได้ต่อเดือน และจำนวนสินค้าที่มีในครัวเรือน

ที่มา: เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และคณะ, “Looking beyond Bangkok: ผู้บริโภคในเมืองและการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองในไทย”, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์. Insight Dec 2010 - Jan 2011.

 

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่กล่าวถึงข้างต้นทำให้ปัจจุบัน “ความยากจนสัมพัทธ์” (Relative Poverty) มีน้ำหนักมากกว่า “ความยากจนสัมบูรณ์” (Absolute P:overty) ในการประกอบสร้างเป็น “ความเหลื่อมล้ำที่คนรู้สึก” (Perceived Inequality) แต่ความเหลื่อมล้ำที่คนรู้สึกนั้นก็ใช่ว่าจะรู้สึกเหมือนกันหมด ในบทความเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมไทย” ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ เดือนพฤษภาคม 2553 รศ.ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อธิบายมุมมองเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกันมากระหว่างชนชั้น ไว้อย่างชัดเจนดังต่อไปนี้6

ถึงวันนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นรากฐานของความขัดแย้งในสังคมไทย เพียงแต่ว่ามุมมองของความเหลื่อมล้ำนี้แตกต่างกันไปตามสถานะและชนชั้น

ชนชั้นนำและชนชั้นกลางที่ได้รับผลประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำนี้ จะเห็นว่าสังคมไทยรับรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว และรัฐก็พยายามช่วยเหลืออยู่ และมักจะสรุปว่าสภาพความเหลื่อมล้ำก็ดีกว่าเดิมมาก แม้ว่ากลุ่มนี้จะมีความปรารถนาดีต่อคนจนอยู่ แต่ก็เป็นลักษณะของการ “มองลงต่ำ” หรือเป็นการเห็นและช่วยคนจนในรูปแบบของการ “ก้มตัว” ลงไปช่วยเหลือเป็นหลัก รูปแบบการ “ก้มตัว” ลงไปช่วยเหลือคนจนปรากฏ ก็คือ การ “สงเคราะห์” เป็นครั้งเป็นคราวไป

ในอดีต การ “สงเคราะห์” อาจจะส่งผลดีทางอารมณ์ความรู้สึก ทั้งผู้ “สงเคราะห์” และ “ผู้รับการสงเคราะห์” เพราะนอกจากช่วงเวลาแวบเดียวของการรับการสงเคราะห์แล้ว ชีวิตของ “ผู้รับการสงเคราะห์” ไม่ได้พ้องพานเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรกับ “ผู้สงเคราะห์” เลย ดังนั้น การเป็นคนไร้ศักดิ์ศรีรอรับของบริจาค จึงเป็นเรื่องที่รับได้ รวมทั้ง “ผู้รับการสงเคราะห์” ก็รู้สึกได้ถึงวาระพิเศษที่ได้รับการสงเคราะห์

ที่สำคัญ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้คือลักษณะเด่นหนึ่งในความเป็นไทยที่ปลูกฝังกันมา ที่ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบบ “ผู้ใหญ่-ผู้น้อย”

ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในชนบท ก่อให้เกิดการประกอบอาชีพในลักษณะใหม่ ซึ่งทำให้มาตรฐานการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความสามารถในการครอบครองสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป หากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตต่างจังหวัด จะพบเห็นถึงความสามารถในการครอบครองสินค้าอุปโภค-บริโภคขยายตัวมากขึ้นอย่างมากมาย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตจึงขยายตัวออกหัวเมืองไกลมากขึ้นตามลำดับ

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้ ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างลึกซึ้งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของการให้ความ “สงเคราะห์” ลักษณะเดิมกลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นและการรับของสงเคราะห์เป็นเรื่องของการไร้ซึ่งศักดิ์ศรีไป

หากสำรวจกันจริงๆ ในเขตพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเข้มข้นนั้น หากมีพิธีการให้การสงเคราะห์ จะพบว่าจำนวนผู้ที่เข้ารับการสงเคราะห์นั้นน้อยลง และมักจะเป็นการเกณฑ์หรือขอร้องจากเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ มากขึ้น แม้ว่าคนในพื้นที่นั้นๆ อาจจะยังคงมีความยากจน หรือมีรายได้ไม่สูงมากนักก็ตาม ยกเว้นว่าในเขตห่างไกลมากๆ หรือในช่วงเวลาวิกฤติภัยธรรมชาติ การรับของแจกจึงไม่ใช่เรื่องพิเศษที่ควรจะรำลึกถึงบุญคุณผู้ให้อีกต่อไป หากแต่เป็นเรื่องไร้ความหมายมากขึ้นๆ ที่สำคัญ นอกจากไร้ความหมายแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีอีกด้วย

กล่าวได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงลักษณะของความยากจน จากความ “ยากจน-สมบูรณ์” มาสู่ความ “ยากจนเชิงสัมพัทธ์” และความเปลี่ยนแปลงนี้ ได้ทำให้ความคิดทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ความ “ยากจน-สมบูรณ์” ต้องการและยอมรับการสงเคราะห์ แต่ความ “ยากจนเชิงสัมพันธ์” ต้องการโอกาสและความเท่าเทียมกัน

ในเขตพื้นที่ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ระบบอุปถัมภ์ในชนบทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมเชิงผู้ใหญ่-ผู้น้อยและเป็นเชิงสงเคราะห์ ก็ต้องปรับเปลี่ยนอย่างลึกซึ้ง จากเดิมที่สามารถเรียกร้องความจงรักภักดีได้ยาวนาน ก็เป็นเพียงแลกเปลี่ยนความจงรักภักดีกันเป็นครั้งๆ ไป จนอาจจะกล่าวได้ว่าได้สูญเสียลักษณะสำคัญของระบบอุปถัมภ์ไปหมดแล้ว

 

ในขณะที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผลักให้ประเทศไทยเข้าสู่กลุ่ม “ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” ในนิยามของธนาคารโลก ขณะที่ผลประโยชน์ในภาคเกษตรตกอยู่กับพ่อค้าคนกลางและบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตรมากกว่าเกษตรกรรายย่อย ส่งผลให้ประชาชนในชนบทดิ้นรนแสวงหารายได้ทางอื่นนอกภาคเกษตร คนหลายล้านคนย้ายเข้ามาทำงานในตัวเมือง มีรายได้จากการเกษตรน้อยลงอย่างต่อเนื่อง กรณีของพิชัยพบเห็นได้ทั่วไป นั่นคือ ตัวเขายังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่โคราชแต่มาทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนบิดามารดาของเขาก็มีรายได้จากการทำนาน้อยลง มีรายรับจากเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุและเงินที่พิชัยส่งกลับบ้านมากกว่า

ผศ.ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความผลพวงของปรากฏการณ์นี้ที่มีต่อลักษณะของ “ระบบอุปถัมภ์” ในชนบทว่า7

เมื่อเงินได้ส่วนใหญ่มาจากนอกภาคเกษตร สิ่งนี้อย่างน้อยก็หมายความว่า แหล่งเงินได้ของชาวชนบทมีหลายแหล่งมากขึ้น รวมทั้งแหล่งเงินกู้ในระบบ เช่น กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ ธ... ก็เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นชาวชนบทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงผู้อุปถัมภ์ในภาคการเกษตรน้อยลงด้วย ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายประชานิยมหลายแบบก็ทำให้ชาวชนบทไม่จำต้องพึ่งพิงผู้อุปถัมภ์ท้องถิ่นอีกต่อไป พูดอีกแบบคือ นโยบายประชานิยมทำหน้าที่แทนผู้อุปถัมภ์ดั้งเดิม ในแง่นี้ ชาวชนบทส่วนใหญ่จึงกลายเป็นเสรีชนที่หลุดออกจากเครือข่ายอุปถัมภ์แบบเดิมๆ แล้ว เขาไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเชื่อฟังหัวคะแนนอีกต่อไป

นอกจากระดับของ “ความยากจนสัมพัทธ์” (ความเหลื่อมล้ำ) จะส่งผลต่อความรู้สึกว่าภาวะนี้ “รับไม่ได้” มากกว่าในอดีตแล้ว บรรดา “คนจน” และ “คนเฉียดจน” ในไทย (ร้อยละ 29 ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 19.6 ล้านคน) ยังมีความไม่มั่นคงในชีวิตสูงกว่าครึ่งศตวรรษก่อน เนื่องจากการดำรงชีวิตของพวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยระบบตลาดมากกว่าเดิม

ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2505 ประเทศไทยยังมีป่าไม้ราว 171 ล้านไร่ หรือร้อยละ 53.3 ของพื้นที่ทั้งประเทศ สภาพแวดล้อมโดยรวมยังอุดมสมบูรณ์ คนในชนบทถึงแม้จะมีรายได้ต่ำก็ยังสามารถพึ่งพาธรรมชาติได้มาก ทั้งการหาอาหารและนำทรัพยากรมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน ทำให้อยู่ได้อย่างไม่ขัดสนถึงแม้จะมีเงินสดน้อยก็ตาม

ห้าทศวรรษหลังจากปี 2505 ประชากรไทยเพิ่มขึ้นกว่า 2.3 เท่า ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่สามารถเป็นแหล่งยังชีพของผู้คนได้เหมือนเคย ระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรมและสังคมบริโภคนิยมอย่างเต็มตัว คนทุกระดับใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมากขึ้น นอกจากนี้ค่าครองชีพ (เงินเฟ้อ) ก็เพิ่มสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้กำลังซื้อที่แท้จริงเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้ที่เป็นตัวเงิน ทั้งหมดนี้หมายความว่า ถึงแม้คนไทยโดยเฉลี่ยจะมีรายได้มากขึ้น “คนจน” และ “คนเฉียดจน” ก็น่าจะมีความไม่มั่นคงในชีวิตสูงกว่าสมัยที่ปู่ย่าตายายของพวกเขายังเด็ก

 

 

 

 


[5] เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และคณะ, “การเติบโต ความเหลื่อมล้ำ และโอกาสในประเทศไทย” ใน Insight Aug-Sep 2010. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์: 2553.

[6] อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, “ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมไทย.” หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 พฤษภาคม 2553. ดาวน์โหลดได้จาก http://www.onopen.com/attachak/10-05-30/5382

[7] ผศ.ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย, “เสื้อแดงคือใคร?” หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ, 3 พฤษภาคม 2553. ดาวน์โหลดได้จาก http://www.onopen.com/apichat/10-05-02/5363