Skip to content

บทที่ 1 ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ

1.2 ทรัพย์สิน

นอกเหนือจากเงิน ในโลกยังมีทรัพย์สินอีกหลายประเภทที่สร้างความมั่งคั่งให้กับเจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่นิยมของเศรษฐีไทยได้แก่ ที่ดิน (ได้ค่าเช่า และมูลค่าเพิ่มจากราคาที่สูงขึ้น) และหุ้น (ได้เงินปันผล และมูลค่าเพิ่มจากราคาที่สูงขึ้น) ส่วนหนึ่งเนื่องจากที่ผ่านมารัฐไทยยังไม่เคยจัดเก็บภาษีจากที่ดินและหุ้นอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม (เช่น ไม่เคยคำนวณภาษีจากมูลค่าปัจจุบันของที่ดิน) ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินในไทยมีขนาดใหญ่กว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้หลายเท่า

ผลการสำรวจภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2549 พบว่า กลุ่มประชาชนที่รวยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศมีทรัพย์สินเกือบ 70 เท่าของกลุ่มที่จนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ (ดูแผนภูมิ 6) 

 

 

ต่อมาในปี 2559 รายงานทรัพย์สินโลก (Global Wealth Report) โดย เครดิต สวิส (Credit Suisse) สถาบันการเงินชื่อดัง ก็ระบุว่ามหาเศรษฐีที่รวยที่สุดร้อยละ 1 ของไทย ครอบครองทรัพย์สินมากถึงร้อยละ 54 ของทั้งประเทศ และระดับนี้ก็ทำให้ไทยเหลื่อมล้ำโดยตัวชี้วัดนี้เป็นอันดับที่สามของโลก เป็นรองแต่เพียงรัสเซียกับอินเดียเท่านั้น

บัญชีเงินฝากอาจเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ “พื้นฐาน” ที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ถึงกระนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ประเมินว่า มีคนกว่า 18 ล้านคนที่เข้าไม่ถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ในระบบ เนื่องจากอาศัยอยู่นอกเขตอำเภอที่มีสาขาให้บริการ สถิติ ธปท. ประจำเดือนมีนาคม 2560 ชี้ว่า บัญชีเงินฝากที่มียอดเงินฝากไม่ถึง 50,000 บาทมีจำนวนถึง 77.4 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ 86.3 ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่มียอดเงินฝากรวมเพียง 384,064 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.3 ของเงินฝากทั้งระบบ ในขณะที่บัญชีที่มีเงินฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปมีจำนวน 113,465 บัญชี หรือน้อยกว่าร้อยละ 0.1 ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งประเทศ บัญชีเหล่านี้มียอดเงินฝากรวมกันประมาณ 5.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48 ของเงินฝากธนาคารทั้งระบบ หรือร้อยละ 40 ของจีดีพีปี 2559

เนื่องจากคนที่มีเงินฝากหลายล้านบาทมักจะมีบัญชีเงินฝากมากกว่า 1 บัญชี เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ฉะนั้นถ้าเจ้าของบัญชีที่มียอดเงินฝาก 10 ล้านบาทขึ้นไปมีบัญชีเฉลี่ยคนละ 2 บัญชี ก็หมายความว่าเงินฝากกว่า 2 ใน 5 (ร้อยละ 40) ของเงินฝากทั้งประเทศอยู่ในมือคนราว 56,000 คน หรือร้อยละ 0.08 ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น

เมื่อหันมาดูตลาดหุ้นไทย ความมั่งคั่งในตลาดนี้ก็มีการกระจุกตัวอย่างเข้มข้นไม่แพ้เงินฝาก โดยจากผลการจัดอันดับ “เศรษฐีหุ้นไทย” ประจำปี 2557 ของนิตยสาร การเงินธนาคาร พบว่า เศรษฐีหุ้นไทย 500 คนที่รวยที่สุด ถ้าคิดเป็นตระกูลมีประมาณ 200 ตระกูล ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์รวมกันมูลค่ารวม 1,343,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ราว 40% คิดเป็นร้อยละ 9.0 ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ไทยทั้งตลาดในปีเดียวกัน

ในขณะที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินค่อนข้างสูง ภาระหนี้สินของคนจนเมื่อเทียบกับรายได้ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสัดส่วนของคนรวย โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 เป็นต้นมา จากรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2552 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าครัวเรือนทั่วประเทศมีหนี้สินร้อยละ 60.9 ของครัวเรือนทั้งหมด โดยมียอดหนี้เฉลี่ย 134,699 บาทต่อครัวเรือน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67.7) เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือซื้อบ้านหรือที่ดินร้อยละ 34.3 และใช้ในการอุปโภคบริโภคร้อยละ 30.8 ที่เหลือเป็นหนี้ที่กู้มาทำธุรกิจและทำการเกษตร (ร้อยละ 15.6 และ 14.3 ตามลำดับ) ส่วนหนี้เพื่อใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น

ถ้าแบ่งหนี้ตามประเภท พบว่าครัวเรือนไทยเป็นหนี้ในระบบอย่างเดียวร้อยละ 82.4 เป็นหนี้นอกระบบอย่างเดียวเพียงร้อยละ 7.9 โดยจำนวนเงินเฉลี่ยที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่านอกระบบถึง 18 เท่า (127,715 และ 6,984 บาท ตามลำดับ) ตัวเลขดังกล่าวไม่น่าแปลกใจ เมื่อคำนึงว่าผู้มีรายได้น้อยโดยมากจะกู้เงินในระบบก่อนถ้ากู้ได้ เนื่องจากหนี้นอกระบบมีดอกเบี้ยสูง จะกู้เงินนอกระบบก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ เท่านั้น เช่น เพื่อซื้อหาอาหารในยามที่เงินสดขาดมือ (นักเศรษฐศาสตร์เรียกการใช้เงินกู้ระยะสั้นแบบนี้ว่า การ “เกลี่ยการบริโภค” หรือ consumption smoothing) หนี้นอกระบบโดยมากจึงมีอายุเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารายได้ครัวเรือนเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่รายได้ก็เพิ่มในอัตราที่ช้ากว่าภาระหนี้สิน โดยเฉพาะระหว่างปี 2544 ถึง 2547 เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยใช้นโยบาย “ประชานิยม” ระดับฐานราก โดยเปิดให้ประชาชนในหมู่บ้านทั่วประเทศได้เข้าถึงสินเชื่อกึ่งในระบบ อาทิ กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล ฯลฯ อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยลดลงในปี 2549 และ 2550 มาทรงตัวอยู่ที่ระดับ 6.4 เท่า ในปี 2552 จากนั้นขึ้นๆ ลงๆ จนมาอยู่ที่ 5.8 เท่าในปี 2558 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น่ากังวลนักในภาพรวม (แผนภูมิ 7 หนี้สิน รายได้ ค่าใช้จ่ายครัวเรือน และอัตราการเติบโตของหนี้และรายได้) แต่เมื่อดูรายละเอียดแบ่งตามช่วงชั้นรายได้และรายภาค จะพบความเหลื่อมล้ำที่น่ากังวล (ดูส่วนถัดไป)

 

นโยบาย “ประชานิยม” ที่เพิ่มช่องทางของประชาชนในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเฉพาะในชนบทห่างไกลที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ประสงค์ที่จะให้บริการนั้น นับว่าเป็นนโยบายที่ดีในหลักการ เนื่องจากเงินทุนเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการประกอบธุรกิจหรือลงทุนเพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้ที่ผ่านมายังมีปัญหาบางประการในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะปัญหาการปล่อยกู้โดยไม่เน้นการสร้าง “วินัยทางการเงิน” และทักษะ “การอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน” (Financial Literacy) ของทั้งชาวบ้านผู้กู้และชาวบ้านผู้ปล่อยกู้ (กรรมการกองทุน) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อศักยภาพในการจัดการหนี้สินในระยะยาว ทำให้ต้องมีการปรับปรุงเงื่อนไข โครงสร้างการจัดการ และกระบวนการปล่อยหนี้และติดตามหนี้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์รายภาค พบว่าครัวเรือนในภาคอีสานที่ประสบปัญหาหนี้สินมีสัดส่วนสูงกว่าภาคอื่น และมีรายได้และรายจ่ายต่ำกว่าภาคอื่น (แผนภูมิ 8) นอกจากนี้ ถ้าดูสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้แยกตามกลุ่มรายได้ พบว่าสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สำหรับกลุ่มคนที่จนที่สุดร้อยละ 20 ในไทยเพิ่มสูงขึ้นมากระหว่างปี 2543 ถึง 2547 โดยเฉพาะคนที่จนที่สุดร้อยละ 10 นั้นมีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงกว่า 20 เท่า ซึ่งชัดเจนว่าไม่มีทางชำระคืนได้ เท่ากับว่ามีการออมสุทธิติดลบ ตอกลิ่มความเหลื่อมล้ำให้มีแนวโน้มว่าจะถาวรกว่าเดิมจากรุ่นสู่รุ่น เพราะนอกจากจะไม่มีมรดกตกทอดแล้ว ลูกหลานของคนจนเหล่านี้ยังต้องแบกรับภาระหนี้สินต่อไปเมื่อบิดามารดาล่วงลับไปแล้วอีกด้วย2

 

 

 


2 สมชัย จิตสุชน, 2549.