Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

3.4 สิทธิและโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

นับตั้งแต่กระแส “ปฏิรูปประเทศไทย” ถูกจุดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 หลังจากที่ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” รับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ทั้งกลไกทางตรง เช่น การเข้าชื่อกันเสนอกฎหมาย และกลไกทางอ้อมผ่านกลไกองค์กรอิสระต่างๆ ปัจจุบันสังคมไทยก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่สังคมมีความเห็นพ้องต้องกันอย่างแพร่หลายว่า กลไก “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” (representative democracy) เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะพิทักษ์สิทธิของประชาชนและขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจยังกระจุกตัวอยู่ในมือของนักการเมืองระดับชาติ

ถึงแม้ว่าประชาชนหลายส่วนจะยังมีความเห็นไม่ลงรอยกันทีเดียวนักว่า รูปแบบและองค์ประกอบของกลไก “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” ควรเป็นเช่นใด (เช่น ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้วุฒิสมาชิกทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งหรือไม่) ประเด็นที่น่าจะมองไปในทิศทางเดียวกันคือ รัฐควรกระจายอำนาจไปสู่ภาคประชาชน ชุมชน และองค์การบริหารจัดการส่วนท้องถิ่นมากขึ้น และส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” หรือ “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” (Deliberative Democracy) ที่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายได้อย่างเท่าเทียมกัน

กล่าวโดยหลักการ การตอบสนองจากภาครัฐที่มีต่อข้อเรียกร้องของประชาชน แม้จะในระดับเป็นรายๆ ไป ก็สะท้อนถึงการยึดในหลักการประชาธิปไตยข้อที่ว่า “หนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิ์” หรือ “One man, One vote” ที่แสดงถึงการให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนในการร้องเรียนเรื่องต่างๆ แต่ในความเป็นจริง แม้จะมีหน่วยงานที่คอยรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ แต่การตอบสนองต่อข้อร้องเรียนจนถึงขั้นที่เกิดการแก้ไขตามข้อเรียกร้อง (ในกรณีที่กระทำได้และสมควรกระทำ) กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า และหลายกรณีข้อเรียกร้องเหล่านั้นกลับได้รับการเพิกเฉย หรือหน่วยงานรัฐมีการตอบสนองที่ทำให้ผู้เรียกร้องรู้สึกว่าถูกเพิกเฉย หรือบางกรณี คำอธิบายให้เหตุผลในการไม่สามารถตอบสนองก็ไม่อาจทำให้ผู้เรียกร้องเข้าใจพึงพอใจและยอมรับ เหล่านี้คือปัญหาที่ประชาชนประสบเป็นอาจิณ ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีของนักลงทุนหรือนักธุรกิจ ที่สามารถเข้าถึงบุคลากรภาครัฐโดยตรงได้ง่ายกว่า (เช่น นัดกินข้าวกัน) อีกทั้งบุคลากรของรัฐก็มีแนวโน้มจะตอบสนองข้อเรียกร้องของนักลงทุนและนักธุรกิจมากกว่า นั่นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ซึ่งเท่ากับว่าเกิดความเหลื่อมล้ำในการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ สรุปปัญหาของคนจนในการเข้าถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองไว้ว่า1

ความยากจนในประเทศไทย เข้าไม่ถึงกระบวนการตัดสินใจในทางการเมือง ซึ่งก็คือการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรนั่นเอง นอกจากนั้น ยังเข้าไม่ถึงทรัพยากรทางการเมืองสมัยใหม่ด้วย หมายความว่าคนจนเข้าไม่ถึงสื่อทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ เข้าถึงได้น้อยมากหรือเกือบจะเรียกได้ว่าเข้าไม่ถึงเลย จะเข้าถึงสื่อแต่ละครั้งก็ต้องทำอะไรที่หมิ่นเหม่กฎหมาย หรือที่มันดูท่าทางจะส่อไปในทางความรุนแรง จึงจะได้รับความสนใจจากสื่อทีหนึ่ง แต่ว่าก็ไม่ได้รับความสนใจในแง่ปัญหาของเขา

ข้อเสนอ แนวทางแก้ปัญหาของเขา มักไม่ได้รับความสนใจเท่ากับว่าการที่เขาเผาตัวตาย ผูกคอตาย หรือว่าเดินขบวนมามากกว่า ...การทำประชาพิจารณ์ก็เป็นทรัพยากรทางการเมืองอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคนจนก็เข้าไม่ถึงการทำประชาพิจารณ์อีกเหมือนกัน

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน มิได้จำกัดอยู่เพียงการพยายามเข้าให้ถึงตัวผู้มีอำนาจทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลกันในประเด็นสาธารณะต่างๆ ก็เป็นการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองที่สำคัญไม่แพ้กัน และดังนั้น โอกาสในการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารจึงมิได้เป็นเพียงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน หากเป็นหัวใจที่ขาดไม่ได้ของการพัฒนา “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ในทุกสังคม

ในประเด็นนี้ สถานการณ์ที่น่าหดหู่คือประชาชนยังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารค่อนข้างมาก ผ่านการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ในทางที่ไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่างเช่น รายงาน “สถานการณ์การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ ด้วยการอ้างกฎหมายและแนวนโยบายแห่งรัฐไทย” ปี 2553 ระบุว่าระหว่างปี 2550 ถึง 2553 มีจำนวนหน้าเว็บไซต์ (ยูอาร์แอล) ที่ถูกระงับการเผยแพร่โดยคำสั่งศาลสูงถึง 73,686 ยูอาร์แอล ในจำนวนนี้มี 57,330 ยูอาร์แอล ที่คำสั่งจากศาลอาญาระบุว่ามี “เนื้อหาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์” สูงกว่ายูอาร์แอลที่มี “เนื้อหาและภาพลามกอนาจาร” กว่า 3 เท่า (16,740 ยูอาร์แอล) นอกจากนี้ยังพบว่า มีคดีที่ฟ้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในข้อหา “เข้าข่ายหมิ่นสถาบันฯ” รวม 31 คดี และคณะผู้วิจัยคาดว่ายังมีคดีในข้อหาเดียวกันที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนอีกถึง 997 คดี ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่กล่าวได้ว่า ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม2 ทั้งที่ข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ (มาตรา 112 ในประมวลกฏหมายอาญา) ถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องถึงความคลุมเครือของถ้อยคำ วิธีการตีความ และโทษที่รุนแรง (ดูกรณีศึกษา 6: ข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” กับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก)

 

กรณีศึกษา 6: ข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” กับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
การฟ้องร้องผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1123 หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมาย/คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” (กฎหมาย/คดีหมิ่น) ในปี พ.ศ. 2549 - 2551 มีจำนวนถึง 508 คดี4 ซึ่ง เดวิด สเตรกฟัสส์ (David Streckfuss) นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาในภาคอีสาน และผู้ติดตามสถิตินี้มาตลอด ระบุว่าการฟ้องร้องในคดีดังกล่าวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา5
แม้มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาจะระบุถึงการ “หมิ่นประมาท” เฉกเช่นมาตรา 3266 ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคล แต่ในความเป็นจริง การฟ้องร้องดำเนินคดีมาตรา 112 และ 326 นั้นมีความแตกต่างกัน โดยในขณะที่การฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 326 นั้น “เจ้าทุกข์” หรือผู้ถูกหมิ่นประมาทนั้นจะต้องเป็นผู้ฟ้องร้องเอง แต่การฟ้องร้องตามมาตรา 112 นั้น ใครจะเป็นผู้ฟ้องร้องเอาผิดก็ได้ นอกจากนี้ มาตรา 326 ยังมีข้อยกเว้นให้ได้ตามมาตรา 3297 และ 3308 แต่การฟ้องร้องตามมาตรา 112 นั้นไม่มีข้อยกเว้นในลักษณะดังกล่าวบัญญัติไว้ ซึ่งตรงนี้ เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหมวด 2 มาตรา 8 ที่บัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”
การที่การฟ้องร้องในข้อหาละเมิดมาตรา 112 มีลักษณะพิเศษดังกล่าว ทำให้มีการใช้มาตรานี้เป็น “อาวุธทางการเมือง” เพื่อการกลั่นแกล้ง ทำลายความน่าเชื่อถือ จนถึงขั้นทำลายล้างศัตรูทางการเมืองของตน นอกจากนี้ การที่มาตรา 112 ไม่ได้มีการระบุชัดเจนถึงขอบเขตของการ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย” โดยไม่มีการแยกแยะให้ชัดเจนออกจากการ “วิพากษ์วิจารณ์” ทำให้ขอบเขตการตีความเอาผิดตามมาตราดังกล่าวกว้างขวางอย่างมาก ทำให้แทบตัดสินไม่ได้ว่าสิ่งใดพูดได้ สิ่งใดพูดไม่ได้ จนสุดท้ายก็กลายเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไป ยังไม่นับว่าการไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงของสิ่งที่ตัวเองพูดนั้น เป็นความไม่เป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดีอีกด้วย
ในทางปฏิบัติ การที่สถาบันกษัตริย์มีสถานะเป็นประมุขของประเทศ การมีกฎหมายเฉพาะเพื่อปกป้องย่อมเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้ ประเด็นที่สำคัญคือการออกแบบขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวให้ชัดเจน เหมาะสม และเป็นธรรม เพื่อหยุดยั้งการฉวยโอกาสใช้กฎหมายนี้เล่นงานผู้คิดต่างทางการเมือง หรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ดังที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวอย่างจากต่างประเทศเช่น ประเทศนอร์เวย์ แม้จะมีการกำหนดโทษจำคุก 5 ปีสำหรับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ การดำเนินคดีต้องได้รับความยินยอมจากพระมหากษัตริย์ จึงจะกระทำได้9 ฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ควรมีแนวทางในการพิจารณาคดีที่มีขอบเขตชัดเจน รวมทั้งต้องกระทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
ประเด็นสำคัญอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ ในขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 112 มีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กระบวนการตีความที่กว้างขวางเกินเลยจนดูเหมือนไม่มีขอบเขต และขาดการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของสิ่งที่ถูกกล่าวหา ทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่แท้จริงแล้วอาจมีประโยชน์ในการพัฒนาสถาบัน กลับถูกพูดถึงกันอย่างลับๆ ในทาง “ใต้ดิน” และในทางกลับกัน ข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อสถาบันก็จะเผยแพร่แลกเปลี่ยนกันอย่าง “ใต้ดิน” เช่นกัน ซึ่งก็จะกลายเป็นการบ่อนทำลายในระยะยาวในที่สุด

 

นอกจากประชาชนจะขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการให้ความสำคัญของรัฐ ระหว่างผลประโยชน์ของประชาชนกับผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ คือ ความล่าช้าในการพิจารณาร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคต้องรอยาวนานถึงปี 2551 ก่อนที่จะมีกฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย (Product Liability Law) ซึ่งเป็นกฎหมายระดับพื้นฐานด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ยังไม่นับร่างกฎหมายอีกจำนวนมากที่มีความสำคัญต่อประชาชน แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้ อาทิ กฎหมายป่าชุมชน หรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

 

 


1 นิธิ เอียวศรีวงศ์, บทนำการสนทนา เวทีระดมความคิด ชุด “แก้โครงสร้างอย่างไร จึงจะหายจน” ใน ความจริงของความจน. คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544. ดาวน์โหลดได้จาก http://fringer.org/?page_id=37

2 สาวตรี สุขศรี และคณะ รายงานสถานการณ์การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ด้วยการอ้างกฎหมายและแนวนโยบายแห่งรัฐไทยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw): 2553. ดาวน์โหลดได้จาก http://ilaw.or.th/node/631

3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

4 “นักวิชาการอัดรัฐเลื่อนลอยแผนล้มเจ้า”, หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์ (http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01EVXdNekEzTURVMU13PT0=)

5 “ความจริง-การเมือง-กฎหมายหมิ่น ในทรรศนะ "เดวิด สเตรกฟัสส์" "กฎหมายนี้ใช้เป็นอาวุธทางการเมืองก็ว่าได้"”, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol01251153&sectionid=0202&day=2010-11-25)

6 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ระบุว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น  เสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี  หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ”

7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 ระบุว่า “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (1) เพื่อความชอบธรรม  ป้องกันตน  หรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชมย่อมกระทำ  หรือ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท”

8 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 330 ระบุว่า “ในกรณีหมิ่นประมาท  ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด  พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง  ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์  ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว  และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

9 เดวิด สเตรกฟัสส์, “ความจริง-การเมือง-กฎหมายหมิ่น ในทรรศนะ "เดวิด สเตรกฟัสส์" "กฎหมายนี้ใช้เป็นอาวุธทางการเมืองก็ว่าได้"”, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol01251153&sectionid=0202&day=2010-11-25