Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

• 3.3.6 แรงงานข้ามชาติและบุคคลไร้สัญชาติ

ปัจจุบันแรงงานข้ามชาตินับล้านคนที่มาทำงานในประเทศแทบไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ทางกฎหมาย แรงงานจำนวนมากถูกเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชนนานัปการในทางปฏิบัติ ทั้งที่พวกเขาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และทดแทนแรงงานไทยในสาขาที่ขาดแคลนแรงงานได้เป็นอย่างดี

ในรายงานประมวลสถิติด้านสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2558 1 ระบุว่า มีแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย มีจำนวน 1,445,575 คน โดยจำแนกเป็นกลุ่ม แรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย จำนวน 1,416,513 คน และกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายแต่ได้รับอนุญาตทำงานตามมติ ครม. (มาตรา 13) เฉพาะชนกลุ่มน้อย จำนวน 29,062 คน เมื่อจำแนกตามสัญชาติพบว่ากลุ่มที่เข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย 5 สัญชาติแรก ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา ลาว ญี่ปุ่น และจีน

รายงานวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2549 เรื่อง “ความท้าทายที่ลุ่มน้ำโขง: การจ้างแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย : งานหนัก จ่ายน้อย และไม่ได้รับการคุ้มครอง” ได้ศึกษาวิธีการว่าจ้างแรงงานและสภาพการทำงานของแรงงานข้ามชาติในการจ้างงานสำคัญ 4 ภาคของประเทศไทย คือ การเกษตร งานบ้าน เรือประมงและการแปรรูปปลา และการผลิต พบว่า แรงงานรับใช้ในบ้านกว่าครึ่งหนึ่งและลูกเรือหาปลาอีกกว่า 1 ใน 5 ถูกห้ามไม่ให้ออกจากที่ทำงาน หรือถูกนายจ้างบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาส มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแรงงานข้ามชาติหนุ่มสาวหลายเรื่อง ตั้งแต่ทำร้ายร่างกาย บังคับให้ทำงาน จำกัดพื้นที่ ใช้แรงงานเด็กในงานเสี่ยงอันตราย ซึ่งจัดเป็นการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุดอย่างหนึ่ง และถูกกระทำทารุณทั้งทางใจและทางวาจาเป็นประจำ

บางกรณียังแสวงหาประโยชน์จากแรงงานโดยมิชอบใกล้เคียงกับพฤติกรรมการค้ามนุษย์ด้วย โดยที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและประชาชนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้เรื่องแรงงานเหล่านี้ แรงงานรับใช้ในบ้าน 82% และแรงงานทำงานบนเรือประมงอีก 45% ต้องทำงานวันละกว่า 12 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการตรวจแรงงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการทำงานที่มีการใช้แรงงานเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี

ด้านแรงงานข้ามชาติเอง พบว่า มีเพียง 1 ใน 5 ของแรงงานที่ทำงานบนเรือประมงและการแปรรูปปลาที่เคยพบเห็นผู้ตรวจแรงงานไทยในสถานประกอบการ นอกจากนี้ แรงงานส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจสิทธิตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้คุ้มครองแรงงานลูกเรือหาปลาหรือแรงงานรับใช้ในบ้านด้วย แรงงานส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด และแม้ว่าความจริงข้อนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ก็ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายไทย

ปัญหาหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ทัศนคติของนายจ้างที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในเรื่องการจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง โดยนายจ้างมากกว่าครึ่งให้สัมภาษณ์กับนักวิจัยว่า เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “กักแรงงานไว้ในตอนกลางคืนเพื่อไม่ให้หลบหนีไปไหน” ซึ่งแรงงานข้ามชาติที่ทำงานรับใช้ในบ้าน 8% ยืนยันว่าเคยถูกนายจ้างกักตัว นายจ้างคนไทยจำนวนมากนิยมจ้างแรงงานเด็กและแรงงานเด็กต่างชาติที่อายุน้อยเนื่องจากเชื่อว่าเด็กเหล่านี้เชื่อฟังและควบคุมง่าย

นโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของไทยนับแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน กำหนดนโยบายในลักษณะควบคุมแรงงานต่างด้าว ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ความต้องการแรงงาน และสภาวะของโลกในปัจจุบัน หากแต่รัฐไทยกลับไม่ยอมรับความจริงว่าแรงงานข้ามชาติมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ในอีกด้านกลับให้อำนาจรัฐในท้องถิ่นเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมแรงงานในพื้นที่ ซึ่งหลายครั้งมีลักษณะที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างชัดเจน เช่น นโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ภูเก็ต พังงา ที่ห้ามแรงงานใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามแรงงานออกนอกที่พักอาศัยหลัง 22.00 นาฬิกา และการห้ามจัดงานวันชาติมอญของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ค.ศ.1965 แต่หนึ่งในกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุดในสังคมไทย คือแรงงานข้ามชาติ ทั้งการเลือกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กลไก และกฎหมาย โดยมีกฎหมายหลายฉบับที่แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งไม่คุ้มครองแรงงานในภาคเกษตรกรรม ประมงทะเล งานบ้าน และงานที่รับไปทำที่บ้าน พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ซึ่งแรงงานข้ามชาติทั้งขึ้นทะเบียนอนุญาตทำงานและไม่ขึ้นทะเบียนอนุญาตทำงาน เมื่อประสบอุบัติเหตุจากการทำงานไม่สามารถขอรับสิทธิในเงินกองทุนได้ ต้องดำเนินการเรียกร้องเอากับนายจ้าง ซึ่งต้องผ่านแบบพิธีตามกลไกที่ยาวนาน รวมถึงกฎหมายประกันสังคมและกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับด้วยกัน

ในรายงาน สุขภาพคนไทย 2560: เสริมพลังกลุ่มเปราะบาง สร้างสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน2 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลระบุความเสี่ยงของแรงงานข้ามชาติ 3 ด้าน ได้แก่ การตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การถูกเอาเปรียบด้านค่าจ้างและสวัสดิการ การเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะที่มีอยู่ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษา ตัวอย่างเช่น แม้ว่าแรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะได้สิทธิการรักษาพยาบาลในระบบประกันสุขภาพหรือประกันสังคม แต่แรงงานต้องจ่ายเงินค่าซื้อประกันรายปีเอง จึงทำให้แรงงานส่วนใหญ่ไม่ใช้สิทธินี้

 

 


1 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก รายงานสถิติแรงงานข้ามชาติ 2558 สำนักงานปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จาก https://www.m-society.go.th/article_attach/18712/20429.pdf

2 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก "รายงานสุขภาพคนไทย 2560: เสริมพลังกลุ่มเปราะบาง สร้างสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล" จาก http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/FileUpload/PDF/Report-File-536.pdf