Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

• 3.3.4 สตรี

การเติบโตทางเศรษฐกิจใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมาของไทย เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าทุกยุคที่แล้วมาในอดีต ส่งผลให้ผู้หญิงมีโอกาสและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีทางเลือกในการดำรงชีวิตมากกว่าที่แล้วมา อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำทางเพศหลายรูปแบบที่แพร่หลายในสังคม ทั้งในรูปของการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน (ความไม่เท่าเทียมของค่าตอบแทนระหว่างหญิง-ชาย การกีดกันไม่รับเข้าทำงาน และการล่วงละเมิดทางเพศ) ความรุนแรงต่อผู้หญิง (ดูกรณีศึกษา 5: การล่วงละเมิดทางเพศ กับค่านิยมของสังคม) และความไม่เท่าเทียมในสถานะและศักดิ์ศรีของผู้หญิงในสังคม

จากรายงาน “ช่องว่างทางเพศในโลก” (Global Gender Gap) ประจำปี พ.ศ. 2559 ซึ่งจัดทำโดยที่ประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 71 จาก 144 ทั่วโลกในด้านความเท่าเทียมทางเพศ โดยได้คะแนนค่อนข้างดีในด้านสุขภาพและอัตราการรอดชีวิตของผู้หญิง (อันดับ 1) และด้านโอกาสและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิง (อันดับที่ 22) แต่ค่อนข้างต่ำในด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง (อันดับที่ 131) ซึ่งวัดจากสัดส่วนของผู้หญิงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรี[1]

ผลการศึกษา “กฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อตกลงระหว่างประเทศในประเด็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ: ศึกษากรณีการเลือกปฏิบัติต่อสตรี” โดย สุดารัตน์ เสรีวัฒน์ และ วนิดา ตงศิริ ที่รายงานต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบว่า ปัจจุบันยังมีกฎหมายหลายฉบับที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในกรณีที่เกี่ยวกับสิทธิสตรี ในประเด็นของความเท่าเทียมทางเพศและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม สรุปสาระสำคัญของรายงานได้โดยสังเขปดังต่อไปนี้[2]

สาเหตุและขอบเขตของการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ได้แก่ เจตคติเกี่ยวกับบทบาทของชายในการเป็นผู้นำครอบครัว เจตคติทางเพศแบบดั้งเดิมเรื่องสิทธิของชายที่มีเหนือภริยา อิทธิพลความเชื่อทางสังคมเรื่องเสรีภาพทางเพศและลักษณะเฉพาะทางเพศที่แตกต่างกัน และอิทธิพลความเชื่อเกี่ยวกับสถานะของสตรีในศาสนา ที่เห็นสตรีเป็นผู้นำความเสื่อมถอย เช่น ไม่ยอมรับการบวชภิกษุณีของสตรีเช่นเดียวกับการบวชเป็นพระภิกษุของบุรุษ

ปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อสตรีอย่างไม่เป็นธรรมสามารถแยกออกเป็น

1. การกระทำรุนแรงทางกายภาพ เช่น สามีทำร้ายร่างกายภริยา สามีบังคับขืนใจทางเพศภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย

2. ปัญหาการจ้างงาน พิจารณาได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

2.1 แรงงานหญิงในระบบ ยังขาดกฎหมายคุ้มครองความมั่นคงในการทำงาน และกฎหมายคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน และรัฐยังขาดกลไกและแนวทางที่ชัดเจนในการคุ้มครองแรงงานหญิงในระบบในด้านต่างๆ ยังคงขาดสวัสดิการและมีการเลือกปฏิบัติ เช่น เรื่องค่าจ้างและการเลื่อนตำแหน่ง

2.2 แรงงานหญิงนอกระบบ ได้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งเป็นหญิงถึงร้อยละ 78 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณไม่เกิน 2,000 บาท

2.3 แรงงานหญิงที่มาจากการอพยพ ได้แก่ หญิงจากพม่า แรงงานหญิงจากพม่าเป็นผู้ที่อพยพเข้ามาเพราะความยากจนและสงคราม รัฐบาลไทยมีนโยบายให้แรงงานอพยพจดทะเบียนปีต่อปี โดยเน้นความมั่นคงของประเทศ ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดโดยบังคับผู้หญิงที่จดทะเบียนเป็นแรงงานอพยพให้ทดสอบการตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าปรากฏว่าตั้งครรภ์ก็จะถูกส่งกลับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย และเป็นเหตุให้มีการลักลอบทำแท้ง

3. ความไม่เท่าเทียมในสถานะและศักดิ์ศรีของสตรีในสังคม ซึ่งยังมีอยู่ในกฎหมายฉบับต่างๆ เช่น พระราชบัญญัติการค้าหญิงและเด็กที่ไม่สามารถลงโทษผู้กระทำผิดในต่างแดน การลงโทษชายที่จดทะเบียนซ้อนด้วยความผิดสถานเบา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกฎหมายในต่างประเทศ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องการบอกเลิกสัญญาหมั้น พระราชบัญญัติสัญชาติ พระราชบัญญัติคำนำหน้านาม พ.ศ.2460 ที่กำหนดให้สตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานใช้คำนำหน้าว่า “นางสาว” เมื่อแต่งงานต้องใช้ว่า “นาง” ส่วนชายกำหนดให้ใช้คำนำหน้าว่า “นาย” เท่านั้น และพระราชบัญญัติการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 ยังไม่มีกฎกระทรวงที่จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบสถานภาพบุคคลก่อนการจดทะเบียนสมรส

 

กรณีศึกษา 5: การล่วงละเมิดทางเพศ กับค่านิยมของสังคม

พัชรี จุลหิรัญ นักสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิเพื่อนหญิง เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2552 มีผู้ถูกกระทำมาขอคำปรึกษาจากมูลนิธิเพื่อนหญิง 775 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นกรณีการถูกล่วงละเมิดทางเพศ 83 ราย (ร้อยละ 11) โดยแยกเป็น

1. กรณีถูกข่มขืนกระทำชำเรา 45 ราย (ร้อยละ 54)
2. พรากผู้เยาว์และข่มขืนกระทำชำเราในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 8 ราย (ร้อยละ 10)
3. พรากผู้เยาว์โดยการยินยอมมีเพศสัมพันธ์ 9 ราย (ร้อยละ 11)
4. กรณีถูกรุมโทรม 7 ราย (ร้อยละ 9) โดยมีผู้กระทำรุมโทรมมากสุดถึง 9 ราย
5. อนาจาร 7 ราย คิดเป็น (ร้อยละ 9)
6. เป็นการคุกคามทางเพศ 3 ราย (ร้อยละ 4)
7. พยายาม ข่มขืน ค้ามนุษย์ แอบถ่าย โชว์อนาจาร 4 ราย (ร้อยละ 4)

จากสถิติดังกล่าว มีผู้กระทำ 33 ราย (ร้อยละ 40) เป็นคนที่ใกล้ชิดกับผู้เสียหาย เช่น เป็นเพื่อนหรือเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้เสียหายที่อายุน้อยสุดคือ 3 ขวบ ส่วนผู้กระทำที่มีอายุมากสุดคือ 78 ปี ล่วงละเมิดทางเพศด้วยการอนาจารลูกตัวเองที่มีอายุเพียง 10 ปี และบางรายขอหลับนอนกับลูกอายุ 24 ปี นอกจากนี้ การล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงานมีเพิ่มมากขึ้น ถึง 18 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 22 จากในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งมีเพียง 8 ราย3

ยิ่งไปกว่านั้น พัชรียังเปิดเผยถึงกรณีอดีตประธานรัฐสภาล่วงละเมิดทางเพศข้าราชการสาวระดับ 5 (C5) ที่ทำให้เหยื่อต้องหยุดงานไปถึง 15 วันจนเป็นผลให้ถูกไล่ออก และพัชรียังกล่าวถึงปัญหาของการดำเนินคดีกรณีถูกข่มขืน ว่าสามารถยอมความกันได้ และคดีมีอายุความเพียง 3 เดือน ซึ่งควรจะให้เวลามากกว่านั้น เพื่อให้ผู้เสียหายมีเวลาฟื้นฟูจิตใจก่อนการดำเนินคดีความ4

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทั้ง “ผู้กระทำ” และ “เหยื่อ” ในเว็บไซต์มูลนิธิเพื่อนหญิง ยังได้แสดงถึงทัศนะคติที่มองชายหญิงไม่เท่าเทียมกัน ดังเช่นบทเรียบเรียงการสัมภาษณ์ตอนหนึ่งที่ว่า 5


เมื่อวิทยากรถามผู้ต้องขังทั้งหมดว่า ผู้ชายที่มีผู้หญิงหลายคนเป็นอย่างไร ทุกคนพูดด้วยน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจ มีรอยยิ้ม เห็นถึงพลังจากเสียงดังที่พูดว่า "ขุนแผน เต็กกอ" และเมื่อถามกลับกรณีผู้หญิงที่มีสามีหลายคนเป็นอย่างไร คำตอบยังดัง พร้อมด้วยเสียงหัวเราะและชัดเจนเหมือนเดิมว่า "นางกากี"”


นอกจากนี้ ในอีกบทสัมภาษณ์บทหนึ่ง ยังสะท้อนถึงมายาคติต่างๆ เกี่ยวกับการข่มขืนดังนี้6


ป้าเจออะไรบ้างหลังถูกข่มขืน
มายาคติที่ว่า การถูกข่มขืน “ไม่ใช่เรื่องใหญ่” สำหรับผู้หญิงที่มีสามีแล้ว
เมื่อป้าบอกคนในชุมชนว่าถูกข่มขืนเพื่อหวังให้เขาพาป้าไปแจ้งความ เขาถามป้าว่า “ถามจริงๆ เถอะ ไหนๆ ก็เคยมีสามีมาแล้ว อยู่กับมัน (ผู้กระทำ) ตั้งสองชั่วโมง โดนกี่ครั้งล่ะ”

มายาคติที่ว่า ผู้ชายที่กระทำการข่มขืนเป็นโรคจิต
เมื่อป้าตัดสินใจไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเก็บเป็นหลักฐานไว้แจ้งความ พยาบาลแนะนำว่า “หากเป็นฉัน ฉันจะไม่แจ้งความหรอก น่าจะให้ผู้ชายคนนั้นมารักษาตัว ว่าเขาเป็นคนโรคจิตหรือเปล่า”

มายาคติที่ว่า ผู้หญิงที่มาแจ้งความว่าถูกข่มขืนเพราะต้องการแบล็กเมล์ผู้ชาย
หลังเกิดเหตุ 2 เดือน อายุความยังไม่หมด ป้าไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจซักฟอกป้าเป็นการใหญ่ ราวกับป้าเป็นคนผิดเสียเอง ทั้งที่ป้าเป็นผู้ถูกกระทำ แถมยังตะโกนถามเสียงดังลั่นโรงพัก “ถูกข่มขืนที่ไหน วันไหน จำมันได้ไหม แล้วทำไมเพิ่งมาแจ้งความ ไปตรวจร่างกายที่ไหน...”

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าการล่วงละเมิดทางเพศมีปัญหาตั้งแต่ระดับนามธรรมอย่างค่านิยมในสังคม ไปจนถึงระดับการเอาผิดทางกฎหมาย ค่านิยมในสังคมให้คุณค่าพฤติกรรมทางเพศระหว่างเพศชายและเพศหญิงแตกต่างกัน เชิดชูพฤติกรรมมากเมีย ประณามพฤติกรรมหลายผัว ค่านิยมลักษณะนี้แสดงถึงความไม่เสมอภาค สะท้อนถึงการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างทางเพศ และกดผู้หญิงไว้ในสถานะที่ต่ำกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าถ้าจะทำให้เท่าเทียมกัน ก็ต้องเชิดชูพฤติกรรมมากผัว หากหมายถึงการให้คุณค่าแก่พฤติกรรมทางเพศที่เป็นไปในทางเดียวกันในเพศชายและหญิง

ค่านิยมทางเพศที่กำหนดให้เพศหญิงต้องรักนวลสงวนตัว ทำให้การมีเพศสัมพันธ์กับชายที่ไม่ใช่คนรักหรือสามี (หรือกระทั่งการแตะเนื้อต้องตัวในกรณีของการลวนลาม) กลายเป็นเรื่องน่าอับอาย ส่งผลให้เมื่อต้องตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ผู้หญิงต้องทุกข์ทรมานกับความอับอาย มากกว่าจะออกมาเรียกร้องการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือไปจากความอับอาย บางกรณีโครงสร้างอำนาจก็เป็นปัจจัยให้เหยื่อความรุนแรงไม่กล้าแจ้งความ ดังจะเห็นได้จากคำบอกเล่าของพัชรีต่อกรณีล่วงละเมิดทางเพศข้าราชการระดับ 5 ที่ว่า “ที่ผู้เสียหายไม่แจ้งความข้อหาข่มขืน ตั้งแต่แรกเพราะผู้กระทำอยู่ในอำนาจเป็นถึงประธานรัฐสภาขณะนั้น และผู้เสียหายเป็นถึงลูกข้าราชการระดับสูง จึงเป็นห่วงชื่อเสียงหน้าตาของครอบครัว อีกทั้งถูกเพื่อนร่วมงานมองว่าเป็นการสมยอมจึงไม่กล้าดำเนินการใดๆ”7

ในการแก้ไข ควรมีการรณรงค์สร้างค่านิยมทางเพศขึ้นมาใหม่ในสังคม ให้มีบรรทัดฐานเดียวกันทั้งในเพศชายและเพศหญิง ซึ่งต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทำให้ผู้หญิงตระหนักถึงสิทธิตามกฎหมายในฐานะผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดทางเพศรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

การล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว เช่น สามีข่มขืนภรรยาตนเอง เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนกว่าการล่วงละเมิดทางเพศโดยคนนอกครอบครัว เนื่องจากกรณีนี้ค่านิยมกระแสหลักยังมองว่าเป็น “เรื่องส่วนตัว” ไม่ใช่การละเมิดสิทธิ และดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะมองความรุนแรงภายในครอบครัวว่าไม่ใช่เรื่องของรัฐหรือสังคม

ความก้าวหน้าเรื่องหนึ่งในด้านนี้ คือการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งวางอยู่บนหลักการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าหญิงหรือชายอย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายฉบับนี้ตระหนักว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนทางด้านจิตใจ รัฐควรให้การปกป้องผู้ที่ถูกกระทำ กฎหมายยังระบุว่าในการสอบปากคำเหยื่อ พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่เหยื่อร้องขอร่วมอยู่ด้วยเพื่อให้คำปรึกษา8 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติตำรวจมักจะไม่รับแจ้งความ หรือพยายามไกล่เกลี่ย ทำให้ผู้หญิงอยู่ในฐานะลำบาก และขาดหลักฐานในการฟ้องร้องดำเนินคดี9

 

 

 

 

 

 


1 Leopold, AlexanderGlobal Gender Gap Report 2016. World Economic Forum: 2016. ดาวน์โหลดได้จาก https://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2016

2 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. สรุปสาระสำคัญ รายงานการศึกษา “กฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อตกลงระหว่างประเทศในประเด็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ: ศึกษากรณีการเลือกปฏิบัติต่อสตรี” จาก http://www.nhrc.or.th/kcontent.php?doc_id=Research_Woman

3 เรียบเรียงจาก: http://www.thaihealth.or.th/node/16502

4 โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย.“เผยการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ลามถึงองค์กรสิทธิ์”, จาก http://www.thailabour.org/autopagev4/print_all.php?idp=topic&topic_id=206&auto_id=7

5 มูลนิธิเพื่อนหญิง. “ชีวิตลูกผู้ชายที่ข่มขืนผู้หญิง”, จาก http://www.friendsofwomen.or.th/index.php?key=Y29udGVudD1jb250ZW50JmlkPTk=

6 มูลนิธิเพื่อนหญิง.“ป้าถูกข่มขืนในบ้าน”, จาก http://www.friendsofwomen.or.th/index.php?key=Y29udGVudD1jb250ZW50JmlkPTEw

7 โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย.“เผยการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ลามถึงองค์กรสิทธิ์”, จาก http://www.thailabour.org/autopagev4/print_all.php?idp=topic&topic_id=206&auto_id=7

8 ทีมงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. ศักดิ์ศรีและความยุติธรรมสำหรับทุกคน: เสียงของเราที่ได้ยินบนแผ่นดินไทย. 2550. จาก http://www.un.or.th/documents/UND_UDHR_TH_031208_V10_Final.pdf

9 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. สรุปสาระสำคัญ รายงานการศึกษา “กฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อตกลงระหว่างประเทศในประเด็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ: ศึกษากรณีการเลือกปฏิบัติต่อสตรี” เว็บไซต์http://www.nhrc.or.th/kcontent.php?doc_id=Research_Woman