Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

• 3.3.3 ผู้สูงอายุ

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (ตามนิยามของธนาคารโลก คือมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด) ไปแล้วตั้งแต่ปี 2549 และจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  รายงานลักษณะของประชากร การสำรวจการเปลี่ยนแปลงของประชากร ปี 2558 - 2559 สำนักงานสถิติแห่งชาติ[1] ซึ่งสำรวจเดือนกรกฎาคม 2558  พบว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยมีสัดส่วนร้อยละ 15.9 ของประชากรไทยทั้งหมด จากจำนวนประชากรทั้งหมด 67.2 ล้านคน 

จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติ[2] รายจังหวัดพบว่า ในระดับประเทศ ร้อยละของอัตราส่วนจำนวนประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ต่อจำนวนประชากรวัยเด็กซึ่งอายุต่ำกว่า 15 ปี (ดัชนีผู้สูงอายุ) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 22.6 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 82.6 ในปี 2557  เกือบทุกจังหวัดมีดัชนีผู้สูงอายุต่ำกว่าร้อยละ 50 มี 6 จังหวัดเท่านั้นคือ กระบี่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ระนอง สตูล ส่วนอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ (อัตราส่วนผู้สูงอายุต่อวัยทำงาน) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกันจากร้อยละ 10.7 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 22.3 ในปี 2557 ขณะที่อัตราส่วนเกื้อหนุน (อัตราส่วนของคนวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ) ลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 9.3 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 4.5 ในปี 2557 เมื่อพิจารณารายจังหวัด จังหวัดที่มีอัตราผู้สูงอายุมากที่สุด คือ จังหวัดชัยนาท แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร และสิงห์บุรี สำหรับจังหวัดที่มีอัตราผู้สูงอายุน้อยที่สุด คือ จังหวัดสมุทรสาคร ภูเก็ต ระนอง ระยอง และชลบุรี  นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวตามลำพังในครัวเรือนยังเพิ่มสูงขึ้นจาก ร้อยละ 3.6 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 8.7 ในปี 2557

ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องทำงานหารายได้ เนื่องจากไม่มีบุตรหลานเลี้ยงดูเป็นที่พึ่ง และไม่มีเงินออมพอที่จะใช้ดำรงชีวิตในวัยชรา โดยจากสรุปผลที่สำคัญของรายงานการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติ[3] พบว่า ในปี 2557 มีผู้สูงอายุที่ทํางาน 3.84 ล้านคน จากจํานวนผู้สูงอายุทั้งสิ้น 10.05 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 38.2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2554-2557 ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ประกอบอาชีพผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือในด้านการเกษตรและประมง ในปี 2557 มีผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการทํางาน ร้อยละ 18.2 ของผู้สูงอายุที่ทํางานทั้งหมด

การที่สมาชิกในครอบครัววัยทำงานต้องไปทำงานต่างถิ่นทำให้ผู้สูงอายุยังคงต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรหลานเพียงลำพัง ก่อให้เกิดครอบครัวที่เรียกว่า “ครอบครัวข้ามรุ่น” หรือ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ในรายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 โฉมหน้าครอบครัวไทย ยุคเกิดน้อย อายุยืน โดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย[4] สำรวจพบว่าระหว่างพ.ศ. 2530 – 2556 จำนวนครอบครัวข้ามรุ่นในประเทศไทยมีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ปัจจุบันมีครอบครัวข้ามรุ่นมากกว่า 400,000 ครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของครัวเรือนทั้งหมดในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76) อยู่ในพื้นที่ชนบท เกือบครึ่ง (ร้อยละ 47) อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2556 มีเด็กจำนวน 1.24 ล้านคน อาศัยอยู่ในครอบครัวข้ามรุ่น ปัจจัยที่ทำให้เกิดครอบครัวข้ามรุ่น คือการย้ายถิ่นจากชนบทสู่เมือง ค่าครองชีพในเขตเมืองที่สูงกว่าชนบท และการขาดระบบสนับสนุนต่างๆ

หัวหน้าครัวเรือนข้ามรุ่นกว่าครึ่งเป็นผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี และเกือบร้อยละ 90 เป็นผู้หญิงเลี้ยงดูหลานเพียงลำพัง ครอบครัวข้ามรุ่นที่มีหัวหน้าครัวเรือนอายุมากกว่า 80 ปี เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 8 ในช่วงปี พ.ศ. 2530-2556 เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวประเภทนี้พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภาคที่มีประชากรวัยแรงงานอายุ 20-39 ปี ลดลงอย่างมาก

หัวหน้าครัวเรือนข้ามรุ่นส่วนใหญ่ยังคงทำงาน โดยมากอยู่ในภาคเกษตรกรรม หัวหน้าครอบครัวข้ามรุ่น ขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 ไม่สามารถทำงานได้แล้วเนื่องจากอายุมาก ร้อยละ 16 ของหัวหน้าครัวเรือนข้ามรุ่นสุขภาพไม่แข็งแรง ยังมีครอบครัวข้ามรุ่นบางครอบครัวที่สตรีสูงอายุที่ไม่เพียงแต่ต้องดูแลหลานเท่านั้น หากยังต้องดูแลสามีที่เจ็บป่วยอีกด้วย

นอกจากนี้ 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุในครอบครัวข้ามรุ่นมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ร้อยละ 43.5 ของปู่ย่าตายายในวัยชราที่อาศัยอยู่ในครอบครัวข้ามรุ่นยังต้องทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของบุตรหลาน สำหรับกลุ่มแม่วัยรุ่นนั้นมักพบว่าผู้ที่เป็นย่าหรือยายมีแนวโน้มอยู่ในช่วงอายุ 40-59 ปี ซึ่งอาจจะมีความเครียดที่เพิ่มขึ้นจากการที่ต้องเลี้ยงดูหลานไปพร้อมๆ กับที่ต้องทำงานของตัวเองด้วย

ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพเป็นปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุ รายงานปิดช่องว่างการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของผู้สูงอายุ: ความเป็นธรรมทางสุขภาพและความครอบคลุมทางสังคมในประเทศไทย พ.ศ. 2559 โดยธนาคารโลก[5] ระบุว่า แม้ว่าประชาชนจะได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสุขภาพ แต่ยังมีช่องว่างในการเข้าถึงและใช้บริการทางสุขภาพจากค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา เช่น การขาดผู้ดูแลและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังสถานพยาบาล โดยเฉพาะผู้สูงอายุยากจนและผู้สูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทโดยเฉพาะ

ค่าเดินทางเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ยากจนและผู้สูงอายุที่ไม่ได้อยู่ใกล้กับทางหลวงหรือถนนสายหลักที่มีรถประจําทางวิ่งผ่าน ผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนซึ่งดํารงชีวิตได้ด้วยเบี้ยยังชีพเพียงอย่างเดียว รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีสถานะอยู่เหนือเส้นขีดความยากจน ต่างก็ไม่สามารถจ่ายค่าเช่ารถส่วนตัวเพื่อเดินทางมายังโรงพยาบาลได้  มีผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมากในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องทำรังสีบำบัด และเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ห่างจากเขตที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุต้องเดินทางจากอำเภอห่างไกลไปยังโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยในจังหวัดอื่น โดยจะต้องไปวันเว้นวันหรือทุกสัปดาห์ ซึ่งอาจเป็นเวลาหลายเดือนขึ้นอยู่กับกระบวนการรักษา เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อปีของผู้สูงอายุในชุมชนเมืองและชุมชนชนบทในกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยพบว่า ขณะที่ผู้สูงอายุในชุมชนเมืองมีค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง 474 บาท และค่าอาหาร 343 บาท ผู้สูงอายุในชุมชนชนบทมีค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง 6,004 บาท และค่าอาหาร 1,891 บาท

ขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถครอบคลุมการบำบัดรักษาโรคส่วนใหญ่ได้ ยังคงมีบางโรคที่ครอบคลุมยังไม่เพียงพอในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปัจจุบัน และผู้ป่วยเหล่านั้นยังคงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงโรคไตเรื้อรังรุนแรง โรคมะเร็งบางชนิดที่ต้องได้รับการรักษา และยาที่นอกเหนือจากกระบวนการรักษามะเร็งภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและโรคสมองเสื่อม

นอกจากนี้จำนวนผู้ใช้บริการของกลุ่มผู้ป่วยในของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับการใช้บริการของผู้ป่วยในที่มีอายุตั้งแต่ 82 ปีขึ้นไปของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีการใช้บริการสุขภาพลดลง

 


1 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. “รายงานลักษณะของประชากร การสำรวจการเปลี่ยนแปลงของประชากร ปี 2558 - 2559”  จาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/service/survey/popchange58-59-Full.pdf

2 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. “รายงานการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557”  จาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/elderlyworkFullReport57-1.pdf

3 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. “การทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2557” จาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/service/survey/pocket_work_elderly57.pdf

4 กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย “รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ.2558 โฉมหน้าครอบครัวไทย ยุคเกิดน้อย อายุยืน” จาก   http://thailand.unfpa.org/sites/asiapacific/files/pub-pdf/State%20of%20Thailand%20Population%20report%202015-Thai%20Family_th.pdf

5 Osornprasop, Sutayut. 2016. Closing the health gaps for the elderly : promoting health equity and social inclusion in Thailand. Washington, D.C. : World Bank Group. http://documents.worldbank.org/curated/en/596071468185030891/Closing-the-health-gaps-for-the-elderly-promoting-health-equity-and-social-inclusion-in-Thailand