Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

3.2 สิทธิและโอกาสในการได้รับความยุติธรรม

 

ปัจจุบันเป็นที่เห็นพ้องต้องกันโดยทั่วไปว่า สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ควรเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ ไม่จำกัดเฉพาะพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น เช่น นายจ้างที่กระทำทารุณกรรมต่อแรงงานไร้สัญชาติ (ละเมิดสิทธิมนุษยชน) สามารถถูกเหยื่อของความรุนแรงฟ้องร้องให้ดำเนินคดีตามกฎหมายไทย แม้ว่าจำเลยจะมิได้มีสัญชาติไทยก็ตาม อีกทั้งคงไม่มีใครปฏิเสธว่า เมื่อกฎหมายบัญญัติว่าทุกคน “มี” สิทธิในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ทุกคนก็ควรมี “โอกาส” ได้เข้าถึงกระกวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง และเมื่อเข้าถึงได้แล้ว ทุกคนก็ควร “ได้รับ” การปฏิบัติที่ยุติธรรมในกระบวนการ (Due Process) และความยุติธรรมในเนื้อหา (Substantive Justice) เมื่อศาลมีคำตัดสินอย่างเท่าเทียมกัน ดังวาทะอมตะของ อีเลนอร์ รูสเวลท์ (Eleanor Roosevelt) อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา หัวเรือใหญ่ในการร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ว่า “ความยุติธรรมไม่อาจยุติธรรมเฉพาะกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่จะต้องยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย”1

ก่อนหน้านี้ รัฐธรรมนูญไทยพ.ศ. 2540 และ 2550 มีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการแจกแจงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมว่า ตั้งแต่ “สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง” และ “สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา” ซึ่งอย่างน้อย “ต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง” นอกจากนี้ยังระบุสิทธิที่จะ “ได้รับการสอบสวน อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง”

ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้ตัดมาตราที่ว่าด้วย “สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” ออกไป แต่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดระบบบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมแทน โดยเฉพาะการระบุว่ารัฐพึงให้ความช่วยเหลือแก่ “ผู้ยากไร้”

มาตรา 68 รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้าน ให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้ หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ กระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มากระหว่างคนจนกับคนรวย ทำให้วลี “สองมาตรฐาน” เป็นที่เข้าใจอย่างแพร่หลายว่าสะท้อนสภาพสังคมปัจจุบันที่คนมี “โอกาส” ในกระบวนการยุติธรรมไม่เท่ากัน ยังมิพักต้องพูดถึงโอกาสของการ “ได้รับ” ความยุติธรรมในบั้นปลาย ยกตัวอย่างเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมเสวนาบางราย เวทีสาธารณะ “คดีคนจน ว่าด้วยคนจนกับความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย” ซึ่งจัดโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนราว 20 องค์กร เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม 2553 ว่า2

...ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เท่าที่ไปดูสถิติจากกรมราชทัณฑ์ มีผู้ต้องขัง 2.4 แสนคน เป็นคนจนเกือบหมด และประมาณ 5 หมื่นคน ถูกขังก่อนศาลตัดสินคดี ตนเองถามอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้ความว่า ส่วนหนึ่งถูกขังเพราะความจน ไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว มีเรื่องการกักขังแทนค่าปรับอีก แต้มต่อสำหรับคนจนมันมีน้อย ดังนั้นจะมีกระบวนการยุติธรรมเพื่อคนจนได้หรือไม่ ถ้ากระทรวงยุติธรรมให้ความยุติธรรมไม่ได้ ชื่อกระทรวงนี้ก็ไม่เหมาะสม

ปราโมทย์ ผลภิญโญ ตัวแทนกลุ่มปัญหาที่ดินชัยภูมิ ระบุว่า คดีที่ดินทั่วประเทศรวมแล้วก็เป็นพัน ปัญหาเรื่องที่ดินรัฐและเอกชนมักจะใช้กระบวนการยุติธรรมมาดำเนินการกับชาวบ้าน ทั้งอาญา เช่น บุกรุก ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และมีฟ้องแพ่งอย่างไล่ที่ หรือคดีทำให้โลกร้อน [ดูกรณีศึกษา 4 ในบทนี้ตนเองสังเกตว่าคดีที่ดินเริ่มเพิ่มมากตั้งแต่ต้นปี 2552 มาตรการกลับไม่มีผลในทางปฏิบัติ อยากเสนอว่าถ้ารัฐบาลจะดำเนินโครงการโฉนดชุมชน ขอให้ยุติคดีความต่างๆ ของชาวบ้านไว้ก่อน

พงษ์ศักดิ์ สายวรรณ ตัวแทนกลุ่มปัญหาที่ดินรัฐและเอกชน กล่าวว่า อำนาจทุนและรัฐใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกับคนจน คดีคนจนถูกดำเนินการเร็ว บางครั้งมีการแกล้งฟ้องบุกรุกที่ดินผิดแปลง คือ ฟ้องชื่อคนที่ไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ตรงนั้น พอคนครอบครองที่ไม่ไปศาลก็ถูกตัดสินคดีไปเรื่อยๆ แล้วผู้ฟ้องก็ชนะ ชาวบ้านถูกกระทำ อยากให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยรู้ว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมมีต้นตอมาจากเรื่องที่ดิน แต่การแก้ปัญหารัฐแค่บอกว่าคดีอยู่ในชั้นศาล

จินตนา แก้วขาว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ่อนอก หินกรูด กล่าวว่า คดีที่โดนดำเนินคดีกลับกลายเป็นคดีเรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมในการออกเอกสารสิทธิ หรือการก่อสร้างโครงการที่ไม่ถูกต้อง เช่น โรงไฟฟ้าบ่อนอก หินกรูด โรงถลุงเหล็กบางสะพาน ขนาด เจริญ วัดอักษร แกนนำที่เคยต่อต้านเสียชีวิตไปแล้ว พ่อซึ่งอายุจะ 90 ปี ยังต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ขณะนี้โครงการโรงไฟฟ้ารัฐบาลบอกว่าไม่คุ้มค่า ไม่สร้าง โรงไฟฟ้าได้ค่าชดเชย แต่ประชาชนกลับยังถูกดำเนินคดี เอาคดียิบย่อยหมด ทั้งบุกรุก หมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ ละเมิดสิทธิ กระบวนการยุติธรรมชาวบ้านไม่มีโอกาสเข้าถึงได้เพียงพอ แถมยังมีการบอกให้ยอมรับสารภาพเพื่อจะลดโทษลงได้ พอเราจะค้านก็มียัดคดีเพิ่ม กลุ่มการเมืองกำลังพูดเรื่องปรองดอง แต่ชาวบ้านที่สู้เพื่อทรัพยากรกลับถูกดำเนินคดี

ไพจิต ศิลารักษ์ กลุ่มปัญหาเขื่อนปากมูล ราษีไศล แสดงความเห็นว่า ตนเองโดนคดีจำคุก 1 ปี 6 เดือน จากการทำโซ่คล้องประตูเขื่อนราคา 800 บาทขาด เมื่อตอนที่ชาวบ้านพยายามเข้าไปในเขตเขื่อนราษีไศล และยังถูกคดีซ่องโจร กรณีชุมนุมที่เขื่อนปากมูล มีการออกหมายจับตั้งแต่ปี 2542-2543 แต่เดือนที่ผ่านมาไม่รู้ตำรวจคึกอะไรขึ้นมา สภ..สิรินธร แจ้งคนที่มีชื่อในคดีซ่องโจร 14 คน ครั้งนั้นไปมอบตัว ถ้าเป็นคดีบุกรุกอายุความจะ 10 ปี แต่นี่ไปตั้งข้อหาซ่องโจร อายุความ 15 ปี ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ได้เรียกร้องรัฐบาลให้เปิดประตูระบายน้ำ เขื่อนปากมูลก็ได้เปิด ราษีไศลก็ได้เปิด ข้อตกลงกับรัฐบรรลุ แต่ทำไมคดีไม่ยุติ

เสียงสะท้อนดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่คนจนประสบตลอดมา และตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมไทยจำนวนมากยึดตัวบทในกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการดำเนินคดีกับชาวบ้าน แต่แทบไม่เคยแตะต้องนายทุนที่กระทำผิดในข้อหาเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่ายึดหลัก “นิติรัฐ” แบบเลือกปฏิบัติ จนขาด “นิติธรรม” อย่างรุนแรง ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นรากสาเหตุประการหนึ่งที่สำคัญของความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและรายได้

การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไทยที่ต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำ เพราะประชาชนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยากไร้ เนื่องจากระบบยุติธรรมไทยมีฐานคติที่ว่า “ผู้ใช้บริการเป็นผู้จ่าย” ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการต้องเสียค่าใช้จ่าย

ขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ กระบวนการยุติธรรมของไทยมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ตั้งแต่ค่าธรรมเนียมขึ้นศาล ค่าจ้างทนายความ ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานต่างๆ เช่น การตรวจลายนิ้วมือ การตรวจดีเอ็นเอ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ภาระเหล่านี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวย ปัจจุบันมีผู้ต้องหาหรือจำเลยจำนวนมากไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและต้องถูกกุมขังไว้ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี เนื่องจากไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ จากสถิติผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่  1 มกราคม 2560  นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการศาลยุติธรรมเปิดเผยว่า มีผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการสอบสวนและการพิจารณาของศาล 59,070 คน จากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด 289,675 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20.29 ของผู้ต้องขัง โดยเชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังที่พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง แต่ไม่มีหลักทรัพย์วางประกันจึงทำให้ถูกคุมขังระหว่างพิจารณา3 ศาลจึงทดลองทำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยตัวชั่วคราวมาทดลองใช้เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ต้องหาที่มีฐานะและผู้ต้องหายากไร้

กองทุนยุติธรรมเป็นกลไกหนึ่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการทางกฎหมาย นับตั้งแต่พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา กระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งกองทุนยุติธรรมขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย การฟ้องร้อง การดำเนินคดี หรือการบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม รายงานบทสรุปสถิติการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม4 (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2558) ข้อมูลระหว่างพ.ศ. 2549-2558  มีผู้มายื่นคำขอรับการสนับสนุนจากกองทุนยุติธรรมรวม 17,436 ราย พิจารณาไปแล้ว 16,484 ราย จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วทั้งสิ้น 436.92 ล้านบาท  สัดส่วนการจ่ายเงินช่วยเหลืออันดับ 1 เป็นการจ่ายช่วยเหลือเงินประกันตัว ร้อยละ 87.70 อันดับที่สองคือ ค่าทนายความ (เหตุที่ให้การอนุมัติมาจากความยากไร้) ร้อยละ 6.44 อันดับที่สามคือ ค่าธรรมเนียมศาล ร้อยละ 3.55 อันดับที่สี่คือค่าตรวจพิสูจน์ ร้อยละ 0.65 อันดับที่ห้าคือ ค่าคุ้มครองพยานร้อยละ 0.11 อันดับที่หก ค่าพาหนะร้อยละ 0.08 อันดับที่เจ็ด อาญากลุ่ม ร้อยละ 0.06

 จากรายงานการวิเคราะห์การดำเนินงานและแนวทางการพัฒนากองทุนยุติธรรม โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภา5 พ.ศ. 2559 พบว่า ระหว่างพ.ศ. 2549-2558 การวางเงินประกันการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นกรณีที่กองทุนยุติธรรมใช้เงินสนับสนุนมากที่สุดถึง 398,089,303 บาท เพื่อใช้ในการประกันตัวผู้ต้องหา จำนวน1,687 ราย เฉลี่ยอยู่ที่รายละประมาณ 235,975 บาท การที่ศาลจะพิจารณาอนุญาตให้ผู้ต้องหาพ้นจากการควบคุมชั่วคราวของเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่หลักประกันที่ผู้ต้องหาได้นำมาแสดง

ทั้งนี้ วงเงินของหลักประกันจะขึ้นอยู่กับความหนักเบาของข้อหาความผิดของผู้ต้องหาและพฤติการณ์ของผู้ต้องหาประกอบด้วย หากเป็นข้อหาหนัก มีอัตราโทษสูง หรือผู้ต้องหามีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี หรือมีพฤติการณ์ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดี หลักประกันที่ต้องใช้ก็จะเป็นจำนวนเงินที่สูงขึ้น ในรายงานยังตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ต้องหาเป็นผู้ที่มีฐานะดีก็จะสามารถหาหลักประกันได้ก็จะได้รับการปล่อยตัวในระหว่างการพิจารณาคดี แต่สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นผู้มีฐานะยากจนก็จะไม่สามารถหาหลักประกันได้ทำให้ต้องไปเช่าหลักทรัพย์จากนายหน้าค้าประกันซึ่งมีค่าเช่าอยู่ในอัตราที่สูงเพื่อใช้ประกันตัว และหากผู้ต้องหาไม่สามารถหาหลักประกันได้ก็จะต้องถูกขังที่เรือนจำระหว่างการพิจารณาคดี จึงทำให้ที่ผ่านมากองทุนยุติธรรมต้องใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุนผู้ขอรับความช่วยเหลือในกรณีนี้เป็นจำนวนมาก

นอกจากการไม่มีเงินเพื่อใช้เป็นหลักประกันตัวแล้ว ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของไทยคือ ข้อหาแบบเดียวกันแต่ได้รับการปฏิบัติไม่เท่ากัน

 

อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย สรุปปัญหาความไม่ยุติธรรมในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “แนวทางปฏิรูปประเทศไทย” ปี 2553 ตอนหนึ่งว่า6

จุดอ่อนคือมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ประชาชนไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ไม่ว่าจะต่อรองกับอำนาจของรัฐหรือว่าท้องถิ่น ไม่ว่าต่อรองกับนักการเมืองท้องถิ่นหรือระดับชาติ ไม่มีอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบธุรกิจ นายทุนที่มีอำนาจและมีอธิพล ผู้ประกอบธุรกิจ กิจการรายย่อยตกเป็นเบี้ยล่างทั้งนั้น ทุกแขนงของสังคมไทยความเบี่ยงเบนมีอยู่เสมอ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มีการเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ถ้าปล่อยวางนานเกินไปและไม่ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสม สังคมไทยจะมีปัญหามากขึ้น

ปัญหาในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจนพอจะแบ่งเป็น 3 ปัญหาหลักได้ดังนี้

1) ฐานะยากจน

การมีฐานะยากจน ทำให้ไม่มีเงินสดหรือหลักทรัพย์ที่ใช้ในการยื่นประกันตัว เป็นผลให้มีผู้ต้องหาที่มีฐานะยากจนหลายรายต้องถูกกักขังก่อนศาลมีคำตัดสิน7 นอกจากนี้ แม้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีแล้ว ก็ไม่มีเงินมากพอจะจ้างทนายความ ต่างจากคนที่มีฐานะดีกว่าที่สามารถประกันตัวและจ้างทนายความสู้คดีได้ง่ายกว่า เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และทำให้คนยากจนต้องถูกจับกุมคุมขังโดยที่ยังไม่มีโอกาสได้เรียกร้องแก้ต่างให้ตัวเอง

2) ไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเองและข้อกฎหมาย

กรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกฐานะ แต่ผู้ที่มีฐานะดีกว่าย่อมมีช่องทางในการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเองและข้อกฎหมายได้มากกว่า เช่น เข้าถึงที่ปรึกษาทางกฎหมายได้ง่ายกว่า การไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเองและข้อกฎหมาย อาจทำให้ต้องรับผิดในคดีที่ตนเองไม่ได้มีความผิด หรืออย่างน้อยที่สุด (ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด) คือทำให้สูญเสียสิทธิอันพึงมีพึงได้ในประบวนการยุติธรรมไป

3) กระบวนการไต่สวนข้อกล่าวหาพิจารณาคดี

ในหลายกรณี เช่น กรณีพิพาทเรื่องพื้นที่ระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับกลุ่มทุนหรือกับหน่วยงานรัฐ การพิจารณาคดีโดยยึดเอาเอกสารเป็นหลัก (ทั้งที่เอกสารเป็นสิ่งที่ทำปลอมได้) โดยยึดหลัก “นิติรัฐ” แต่ละเลยหลัก “นิติธรรม” และไม่สนใจที่จะประยุกต์ใช้องค์ความรู้อื่นๆ เช่น สิทธิชุมชน ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมเหลื่อมล้ำไปในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนหรือหน่วยงานรัฐมากกว่าชาวบ้าน

อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ เจ้าของรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ประจำปี ค.ศ. 1998 อธิบายแก่นสารของหลัก “นิติธรรม” และ “ความยุติธรรมในเนื้อหา” (Substantive Justice) ซึ่งจำเป็นต่อการลดความอยุติธรรมมากกว่าการยึดหลัก “นิติรัฐ” และออกแบบสถาบันต่างๆ ในระบบยุติธรรมตามทฤษฎี ไว้ในปาฐกถาหัวข้อ “ความยุติธรรม: จากแนวคิดสู่วิถีปฏิบัติ” เดือนธันวาคม 2553 ความตอนหนึ่งว่า7

มุมมองเกี่ยวกับพันธะแห่งอำนาจและสมรรถภาพที่ไร้สัญญาของผู้คนนั้นสะท้อนให้เห็นอย่างทรงพลังในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าเสนอว่า เรามีความรับผิดชอบต่อสัตว์ทั้งปวงเพราะความไม่เสมอภาคระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ไม่ใช่เพราะความเสมอภาคใดๆ ที่สร้างความจำเป็นให้มนุษย์ร่วมมือกับสัตว์ พระพุทธองค์ทรงมองว่าเนื่องจากมนุษย์มีอำนาจมากกว่าสัตว์อื่นทุกชนิด เราจึงมีความรับผิดชอบต่อสัตว์อื่นที่เชื่อมโยงกับความไม่เสมอภาคนี้ ...มารดามีความรับผิดชอบไม่ใช่เพราะเธอให้กำเนิดบุตร แต่เป็นเพราะเธอสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ส่งอิทธิพลต่อชีวิตของเด็ก ในทางที่เด็กเองไม่อาจทำได้ มองจากมุมนี้ เหตุผลที่มารดาช่วยเหลือเด็กไม่เกี่ยวกับผลตอบแทนที่ได้รับ แต่มาจากการตระหนักถึงความไม่เสมอภาค รับรู้ว่าเธอสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตของเด็กอย่างมหาศาล แต่เด็กเองทำไม่ได้

...สันสกฤตมีคำสองคำ – นิติ กับ นยายะ ซึ่งหมายถึงความยุติธรรมทั้งคู่ในสันสฤตโบราณ คำว่า นิติ ใช้ในความหมายเกี่ยวกับความเหมาะสมเชิงองค์กร และความถูกต้องเชิงพฤติกรรม ส่วนคำว่า นยายะ ใช้ในความหมายที่ครอบคลุม คือความยุติธรรมที่บังเกิดแล้ว จากมุมมองนี้ บทบาทของสถาบัน กฏเกณฑ์ และองค์กรต่างๆ ถึงแม้จะสำคัญ ก็จะต้องประเมินในกรอบของ นยายะ ที่กว้างกว่าและครอบคลุมกว่า ซึ่งเชื่อมโยงกับโลกที่ปรากฏจริง ไม่ใช่แต่เพียงสถาบันหรือกฏเกณฑ์ที่เรามีเท่านั้น

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้คือ นักทฤษฎีกฎหมายในอินเดียโบราณกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า มัสยานยายะ อย่างดูแคลน ความยุติธรรมในโลกของปลาหมายถึงสถานการณ์ที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กได้อย่างอิสระเสรี พวกเขาเตือนว่าการหลีกเลี่ยง มัสยานยายะ จะต้องเป็นส่วนสำคัญของความยุติธรรม และเราต้องป้องกันไม่ให้ ความยุติธรรมของปลามาบุกรุกโลกของมนุษย์ ประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนักคือ การบรรลุถึงความยุติธรรมในแง่ของ นยายะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการตัดสินคุณภาพของสถาบันหรือกฏเกณฑ์เท่านั้น แต่ต้องตัดสินสังคมด้วย ไม่ว่าองค์กรที่ก่อตั้งจะมีระเบียบเรียบร้อยเพียงใด ถ้าปลาใหญ่ยังสามารถกินปลาเล็กตามอำเภอใจ สถานการณ์นี้ก็ต้องนับว่าเป็นการละเมิดความยุติธรรมแบบ นยายะ อย่างชัดแจ้ง

กรณีศึกษา 4: คดีโลกร้อน

สถิติที่รวบรวมโดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยรายงานว่า ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 มีคดีเกี่ยวกับที่ดิน ป่าไม้ และที่สาธารณประโยชน์รวมทั้งสิ้น 131 กรณี มีผู้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจำนวนทั้งสิ้น 500 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ มีเกษตรกรที่ถูกฟ้องร้องทางแพ่งตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 หรือที่เรียกกันว่า “คดีโลกร้อน” 38 ราย โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ฟ้องร้องในคดีความรวมทั้งสิ้น 32,841,608 บาท8

การฟ้องร้องดำเนินคดีในคดีที่มีลักษณะดังกล่าว ถูกตั้งคำถามถึงความสอดคล้องกับมาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่น ชุมชนดั้งเดิม (ที่อยู่มาก่อนจะถูกประกาศเป็นเขตป่า) ในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม9 และเป็นการฟ้องร้องที่ไม่ได้อยู่บนหลักความเสมอภาค กล่าวคือใช้เกณฑ์พิจารณาฟ้องร้องเดียวกันต่อพื้นที่กรณีคดีที่มีลักษณะต่างกัน นอกจากนี้ หลักเกณฑ์ในแบบจำลองที่ใช้คำนวณค่าเสียหายในการฟ้องร้องของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช10 ยังถูกโต้แย้งจาก “รายงานการวิจัยชุมชนเพื่อช่วยสนับสนุนชาวบ้านในการต่อสู้คดีโลกร้อน” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นในภาคอีสานและภาคใต้, เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานและภาคใต้, กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน และศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รีคอฟ)11 ว่าการออกแบบแบบจำลองดังกล่าวมีข้อบกพร่อง เช่น ตัวแบบจำลองใช้การวัดจากอุณหภูมิของตัวจังหวัด ซึ่งอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ที่ถูกฟ้องร้อง12

นอกจากนี้ แบบจำลองยังไม่ได้บังคับใช้กับผู้ที่เป็นต้นเหตุหลักของความเสียหาย ไม่มีการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของป่าในพื้นที่พิพาทจริง และยังมีข้อบกพร่องในกรณีอื่นๆ อีก ซึ่งทำให้แบบจำลองดังกล่าวนั้น ถูกตั้งคำถามและโต้แย้งในแง่ความเป็นธรรมและเทคนิคในการจัดทำ13 นอกจากนี้ ในทางกฎหมาย แบบจำลองยังมีลักษณะของการถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นทรัพย์ หรือไม่อาจที่จะคำนวณมูลค่าทางธรรมชาติได้ (เช่น อุณหภูมิ) มาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ซึ่งทำให้การฟ้องร้องอาจขัดต่อข้อกฎหมายอีกด้วย14

การอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็น กระนั้น กระบวนการและวิธีการอนุรักษ์ก็ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง จัดสรร ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมด้วย หรือกล่าวได้ว่าต้องกระทำไปโดยคำนึงถึง “สิทธิชุมชน” ที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญนั่นเอง

คำถามและข้อโต้แย้งหลายประการต่อเกณฑ์ที่ใช้ในการฟ้องร้องคดีโลกร้อน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจในการพิจารณาการฟ้องร้องดำเนินคดีที่หน่วยงานภาครัฐกระทำกับประชาชน ว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง ตั้งอยู่บนความเสมอภาค มีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นธรรมแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะในเมื่อคำนึงว่ากิจกรรมทุกกิจกรรมของมนุษย์ล้วนปลดปล่อยคาร์บอน การปลดปล่อยคาร์บอนเพื่อความอยู่รอดน่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้มากกว่าวิถีการผลิตของบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำให้โลกร้อนเลวร้ายลง นอกจากนี้ การบรรเทาภาวะโลกร้อนที่ได้ผลน่าจะมาจากการออกเกณฑ์บังคับส่วนหนึ่ง (มาตรการเชิงลบ) และนโยบายอีกส่วนหนึ่งให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจประหยัดพลังงานและเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและบริโภคให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (มาตรการเชิงบวก) มากกว่าการดำเนินคดี โดยเฉพาะกับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย

เหนือสิ่งอื่นใด “คดีโลกร้อน” เปิดประเด็นว่า “นิติรัฐ” (รัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย) เพียงอย่างเดียวน่าจะไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมในทางที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ตราบใดที่ผู้รักษากฎหมายและบางครั้งรวมถึงตัวบทกฎหมายเองยังไม่มี “นิติธรรม” นั่นคือ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง อำนวย “ความยุติธรรมในเนื้อหา” ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง จนเป็นที่ยอมรับของสังคมและจูงใจให้ประชาชนเคารพในกฎหมายนั้นๆ ได้สำเร็จ

 

 


1“Justice cannot be for one side alone, but must be for both.” วาทะดังกล่าวได้รับการจารึกในห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกา ประเทศอังกฤษ

2“คนจนโวยถูกเลือกปฏิบัติ กก.ปฏิรูปเสนอตั้งศาลที่ดิน”. ไทยโพสต์ออนไลน์. 20 กรกฎาคม 2553 http://www.oknation.net/blog/print.php?id=622824

3  "จำเลย เฮ! ได้ลุ้นไม่นอนคุก ศาลลดความเหลื่อมล้ำ ประเมินความเสี่ยง ปล่อยชั่วคราวไม่ใช้หลักประกัน" .  มติชนออนไลน์. 17 มกราคม 2560 จาก  http://www.matichon.co.th/news/431090

4  บทสรุปสถิติสำหรับผู้บริหารการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม ภาพรวมสถิติการช่วยเหลือกองทุนยุติธรรม ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 จาก http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_3/KT2559/Jan/22-1-59-2.pdf

5 สำนักงบประมาณของรัฐสภา  รายงานวิชาการสำนักงบประมาณของรัฐสภา ฉบับที่ 6/2559 “การวิเคราะห์การดำเนินงานและแนวทางการพัฒนา กองทุนยุติธรรม” จาก http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parbudget/ewt_dl_link.php?nid=257

6 “"อานันท์"ชี้"ปฏิรูปประเทศไทย"ต้องไม่กำหนดเวลา ต่างจาก"ปฎิวัติ" แม้ไม่สำเร็จก็ได้บทเรียน” มติชนออนไลน์ 30 พฤศจิกายน 2553. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1291111227&grpid=02&catid=no

7 ศ.ดร.อมาตยา เซน ความยุติธรรมจากแนวคิดสู่วิถีปฏิบัติ ปาฐถกาพิเศษ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. 18 ธันวาคม 2553. ดาวน์โหลดปาฐกถาฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้จาก http://www.nationalhealth.or.th/amartya_sen/

8 เรียบเรียงจาก: “วิจัยชาวบ้านต่อสู้คดีความโลกร้อน”, เว็บไซต์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (http://www.thailandreform.net/data/index.php?option=com_content&view=article&id=121:2010-07-17-05-44-00&catid=92:2010-04-03-04-10-52)

9 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ พ.ศ. 2550 หมวด 3 ส่วนที่ 12 มาตรา 66 ระบุไว้ดังนี้: “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน”

10รายละเอียดแบบจำลองที่กรมอุทยานฯ ใช้ในการฟ้องร้อง
1. ทำให้ธาตุอาหารในดินสูญหายคิดเป็นมูลค่า 4,064 บาท ต่อไร่ต่อปี (เป็นการคิดค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี่ยมไปโปรยทดแทน)
2. ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาทต่อไร่ต่อปี
3. ทำให้สูญเสียน้ำออกไปจากพื้นที่โดยการแผดแผาของดวงอาทิตย์ 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี
4. ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี (คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรทุกดินขึ้นไปและปูทับไว้ที่เดิม)
5. ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี (คิดเป็นค่าใช้จ่ายค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้เดินเครื่องปรับอากาศชั่วโมงละ 2.10 บาท ซึ่งต้องใช้เครื่องปรับอากาศทั้งหมดเท่ากับ 5.93 ตันต่อชัวโมงและกำหนดให้เครื่องปรับอากาศทำงานวันละ 10 ชั่วโมง (08.00-18.00 น.)
6. ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 ไร่ต่อปี
7. มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่า 3 ชนิด
7.1 การทำลายป่าดงดิบค่าเสียหายจำนวน 61,263.36 บาท (ต่อไร่)
7.2 การทำลายป่าเบญจพรรณค่าเสียหายจำนวน 42,577.75 บาท (ต่อไร่)
7.3 การทำลายป่าเต็งรังค่าเสียหายจำนวน 18,634.19 บาท (ต่อไร่)

11 อ่านรายละเอียดได้ที่: “วิจัยชาวบ้านต่อสู้คดีความโลกร้อน”, เว็บไซต์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (http://www.thailandreform.net/data/index.php?option=com_content&view=article&id=121:2010-07-17-05-44-00&catid=92:2010-04-03-04-10-52)

12 อ่านรายละเอียดได้จากคำบรรยายของอรวรรณ คูสันเทียะ ในบันทึกการสัมมนาวิชาการ “การคิดค่าเสียหายคดีความโลกร้อนนัยทางวิชาการและกระบวนการยุติธรรม”เว็บไซต์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

13 อ่านรายละเอียดได้จากคำบรรยายของดร.เดชรัต สุขกำเนิด ในบันทึกการสัมมนาวิชาการ “การคิดค่าเสียหายคดีความโลกร้อนนัยทางวิชาการและกระบวนการยุติธรรม”เว็บไซต์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

14 อ่านรายละเอียดได้จากคำบรรยายของแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ในบันทึกการสัมมนาวิชาการ “การคิดค่าเสียหายคดีความโลกร้อนนัยทางวิชาการและกระบวนการยุติธรรม”เว็บไซต์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย