Skip to content

บทที่ 3 ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

• 3.1.1 การศึกษา

ถึงแม้ว่าการศึกษาจะไม่ใช่ปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ การศึกษาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่โลกเคลื่อนผ่านยุคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสารและเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างเต็มตัว งานวิจัยจากทั่วโลกชี้ชัดว่าระดับการศึกษาส่งผลต่อแนวโน้มรายได้อย่างมีนัยสำคัญ และประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ยกตัวอย่างเช่น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่าคนหนุ่มสาว (อายุ 25-30 ปี) ที่มีการศึกษาระดับอนุปริญญาหรืออุดมศึกษาจะสามารถมีรายได้มากกว่าคนรุ่นเดียวกันที่มีการศึกษาระดับประถมถึง 2 เท่า และเมื่อพวกเขามีอายุถึง 50-55 ปี ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็จะถ่างกว้างออกไปเป็นกว่า 5 เท่า เนื่องจากผู้จบการศึกษาระดับอนุปริญญาหรืออุดมศึกษามีทั้งโอกาสและศักยภาพที่จะพัฒนาทักษะและไต่เต้าในอาชีพการงานสูงกว่าผู้จบการศึกษาระดับประถมมาก

 

แผนภูมิ 31 ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนในปี 2550 แยกตามระดับการศึกษาและอายุ

ที่มา: เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และ คณะ, “การเติบโต ความเหลื่อมล้ำ และโอกาสในประเทศไทย” ใน Insight Aug-Sep 2010. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์: 2553.

 

 

ในเมื่อการศึกษาส่งผลต่อฐานะทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาจึงย่อมส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจด้วย ด้วยเหตุนี้ การจัดการศึกษาที่ควรทำจึงต้องมุ่งกระจายโอกาสการศึกษาไปสู่สมาชิกทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะคนจน เพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำใน “มุมกลับ” ที่ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา กล่าวคือ คนยิ่งจนยิ่งขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ขณะที่คนยิ่งรวยยิ่งมีโอกาส

ขณะที่รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติให้การศึกษาอย่างน้อย 12 ปี ที่ “ทั่วถึงและมีคุณภาพ” เป็น “สิทธิพลเมือง” ของคนไทย  แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” ในการจัดการศึกษาให้กับประชาชน 

มาตรา 54  รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา ตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริม และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ และการดำเนินการและตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติด้วย

การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

ในการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาตามวรรคสอง หรือให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามวรรคสาม รัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความถนัดของตน

ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน หรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุน ได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายดังกล่าว อย่างน้อยต้องกำหนดให้การบริหารจัดการกองทุนเป็นอิสระและกำหนดให้มีการใช้จ่ายเงินกองทุน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ เป้าหมายการให้ประชาชนได้รับศึกษา 12 ปี ยังไม่บรรลุผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าโดยรวมอัตราการรู้หนังสือจะอยู่ในระดับค่อนข้างสูง คือมีประชากรอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปที่อ่านออกเขียนได้ถึงร้อยละ 98.2 จากการสำรวจสำมะโนประชากร พ.ศ. 2553[1] ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2554 จำนวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีเพียงร้อยละ  72.18  ขณะที่จำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาร้อยละ 103.50 ของประชากรในวัยเรียนทั้งหมด

ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาค่อนข้างมากระหว่างภูมิภาคและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม รายงานความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2558 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยเริ่มเห็นชัดเจน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในระดับระดับปริญญาตรีเมื่อสะท้อนจากอัตราการเข้าเรียนสุทธิ (Net enrolment rate) ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปี 2558 พบว่า กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีที่สุดมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมปลาย (รวม ปวช.) สูงถึงร้อยละ 70.1 ขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้อยที่สุด มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับระดับมัธยมปลาย (รวม ปวช.) เพียงร้อยละ 38.9 เท่านั้น ส่วนอัตราการเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี พบว่า อัตราการเข้าเรียนสุทธิ (Net enrolment rate) ในกลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีที่สุด มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) สูงถึงร้อยละ 62.8 ขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้อยที่สุด มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) เพียงร้อยละ 3.6

นอกจากนี้เมื่อพิจารณางบอุดหนุนการศึกษาของรัฐ พบว่า งบอุดหนุนการศึกษาต่อหัวในระดับชั้นการศึกษาและภาค จาก การศึกษาของธนาคารโลก พบว่า ระบบการอุดหนุนด้านการศึกษาของรัฐ จะอยู่ในระดับปริญญาตรีมากที่สุด โดยเฉพาะกรุงเทพ มีงบอุดหนุนต่อหัวเท่ากับ 173,538 บาท รองลงมาภาคกลาง ภาคเหนือ และภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เท่ากับ 70,306 53,870 และ 39,889 บาท

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า จำนวนปีที่ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปได้รับการศึกษา ปี 2558 มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 7.49  ปี ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคอีสานและภาคเหนือ

 

ผลการวิจัยปี 2549 ของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล และคณะ จากธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า สภาพเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนส่งผลในสาระสำคัญต่อระดับการศึกษา เช่น ระดับการศึกษาของหัวหน้าครอบครัวมีอิทธิพลต่อระดับการศึกษาของบุตรในทุกระดับชั้นรายได้ (ยิ่งพ่อแม่เรียนสูง ยิ่งพยายามส่งเสียให้ลูกเรียนสูงเท่ากับตนเองหรือสูงกว่า) และบุตรของครอบครัวที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 25 ของประเทศก็ได้รับการศึกษามากกว่าบุตรของครอบครัวที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 25 ถึง 3.15 ปีโดยเฉลี่ย นอกจากนี้ การเปรียบเทียบลักษณะของผู้มีศึกษาสูงสุดร้อยละ 20 กับผู้มีการศึกษาต่ำสุดร้อยละ 20 เมื่อวัดจากค่าเฉลี่ยของผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกัน ยังพบว่ามีความเหลื่อมล้ำที่สำคัญหลายประการ ดังแสดงในแผนภูมิ 33

 

 

ข้อมูลจากแผนภูมิ 33 บ่งชี้ว่า หัวหน้าครอบครัวของกลุ่มผู้มีการศึกษาต่ำสุดนั้น มีการศึกษาและรายได้ต่ำกว่าหัวหน้าครอบครัวของกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงสุดอย่างมาก คือมีการศึกษาเฉลี่ย 2.9 ปี เทียบกับ 7.7 ปี และมีรายได้เฉลี่ยเพียง 4,655 บาทต่อเดือน เทียบกับ 11,699 บาทต่อเดือนของกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงสุด นอกจากนี้ ภูมิลำเนาและอาชีพหลักของครอบครัวก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ – ในกลุ่มผู้มีการศึกษาต่ำสุด มีร้อยละ 57 ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล และร้อยละ 32 มาจากครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีเพียงร้อยละ 2 ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และร้อยละ 2 ที่มาจากครอบครัวที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง (ทนาย วิศวกร แพทย์ นักบริหาร ฯลฯ) ส่วนในกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงสุด มีผู้อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลเพียงร้อยละ 22 แต่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 16 และมีเพียงร้อยละ 6 ที่มาจากครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่มาจากครอบครัวที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางสูงถึงร้อยละ 32

ระดับการศึกษาส่งผลต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนจำแนกตามระดับการศึกษา ไตรมาสที่  4/2558 ของธนาคารแห่งประเทศไทย[2]ระบุว่าแรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้ค่าจ้างเฉลี่ยประมาณ 22,000 บาท ส่วนแรงงานที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาได้ค่าจ้างเฉลี่ยประมาณ 14,000 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประมาณ 11,000 บาท

สถิติข้างต้นตอกย้ำความจริงของสังคมไทย ดังนิทานสมจริงที่ผู้เขียนกล่าวถึงในบทนำว่า บอส ลูกหลานของนักธุรกิจฐานะดีที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มที่จะได้รับการศึกษาสูงกว่าแผน ลูกหลานของเกษตรกรรายย่อยในโคราชหลายเท่า และการศึกษาที่สูงกว่าก็ทำให้เขามีสมรรถภาพในการสร้างรายได้และแนวโน้มที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี สูงกว่าพิชัยเป็นเงาตามตัว

การศึกษาในไทยไม่เพียงแต่มีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงและจำนวนปีที่ได้รับการศึกษาระหว่างผู้ที่มาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกันเท่านั้น หากยังมีความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพของการศึกษาตามแบบแผนเดียวกันนี้ด้วย สถิติตัวหนึ่งที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาของไทยได้อย่างชัดเจน คือผลการประเมินศักยภาพของนักเรียนอายุ 15 ปี ที่จัดขึ้นทุก 3 ปี โดยองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) ภายใต้ชื่อโครงการ Programme for International Student Assessment ย่อว่า PISA) จุดเด่นของ PISA อยู่ที่การมองไปถึงชีวิตในอนาคต ไม่ใช่การประเมินตามเนื้อหาในหลักสูตรที่เรียนกันอยู่ในปัจจุบัน จึงเน้นการทดสอบทักษะการ “รู้เรื่อง” (Literacy) ในวิชาที่จัดว่าเป็นหัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิตสามวิชา ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

ผลการทดสอบ PISA ประจำปี 2558[3] พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว นักเรียนไทยมีทักษะต่ำกว่านักเรียนในกลุ่มประเทศ OECD เทียบเท่าประมาณ 2.5 ปีการศึกษา และต่ำกว่ากลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) เกือบ 3 ปีการศึกษา ในทุกสาขาวิชา และหากเปรียบเทียบผลคะแนนกับค่าใช้จ่ายต่อนักเรียนต่อปีของภาครัฐ (ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ชั้นประถม 1 ถึงชั้นมัธยม 3) พบว่า ทักษะของนักเรียนไทยนั้นอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวภาครัฐในระดับเดียวกัน คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยยังมีแนวโน้มลดต่ำลงทุกวิชาเมื่อเทียบกับการประเมินครั้งแรกเมื่อปี 2543 (PISA 2000)

ผลการทดสอบ PISA ยังสะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และการอ่านระหว่างนักเรียนในเมืองใหญ่กับนักเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ซึ่ง PISA ได้วัดโดยใช้ดัชนี  ESCS (Economic, Social, and Cultural Status) พบว่า ช่องว่างของทักษะทางวิทยาศาสตร์ระหว่างนักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มร้อยละ 20 บนสุด กับร้อยละ 20 ล่างสุด เพิ่มขึ้นจาก 1.6 ปีการศึกษาในปี 2555 เป็น 1.8 ปีการศึกษาในปี 2558 ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน มีทักษะทางวิทยาศาสตร์ตามหลังนักเรียนในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นจาก 1.1 ปีการศึกษา เป็น 1.8 ปีการศึกษาในช่วงเวลาเดียวกัน ในส่วนของทักษะการอ่าน นักเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้านนั้นมีทักษะตามหลังนักเรียนในเมืองใหญ่ถึงเกือบ 3 ปีการศึกษา และนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มฐานะ ESCS ร้อยละ 20  ล่างสุด ตามหลังนักเรียนในกลุ่มร้อยละ  20 บนสุดถึง 2.3 ปีการศึกษา ในการประเมินในรอบปี 2558

สาเหตุของความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา โดยเฉพาะผลสัมฤทธิ์ที่แตกต่างกันมากนั้น ย่อมมีหลายปัจจัยที่ซับซ้อนและซ้อนทับกัน แต่สาเหตุสองประการที่ชัดเจนว่ามีน่าจะมีส่วนอย่างยิ่ง ได้แก่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการเรียน และความเหลื่อมล้ำในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของภาครัฐ

รายงานสรุปผลการวิจัย PISA โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2558[4] สรุปว่า นักเรียนจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดยนักเรียนจากพื้นที่ที่มีคะแนนสูงสุด (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) กับคะแนนต่ำสุด (ภาคอีสานตอนล่าง) มีคะแนนห่างกันมากกว่าครึ่งระดับ หรือเท่ากับการเรียนรู้ที่ต่างกันเกือบหนึ่งปี ส่วนกลุ่มโรงเรียนที่นักเรียนมีคะแนนการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD คือ นักเรียนจากกลุ่มโรงเรียนเน้นวิทย์และสาธิต ส่วนกลุ่มอื่น ๆ มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD

 

เมื่อดูคะแนนแยกรายภาค พบว่ามีความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคต่างๆ อย่างชัดเจน กล่าวคือ นักเรียนจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความรู้และทักษะอ่านสูงกว่านักเรียนจากภาคอื่น

 

 

ผลการประเมินความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็แสดงผลที่ไม่แตกต่างจากผลประเมินความรู้และทักษะการอ่านมากนัก นักเรียนในเขตกรุงเทพฯ ก็ยังคงได้คะแนนสูงกว่านักเรียนจากภาคอื่นๆ ค่อนข้างมาก ส่วนภาคอีสานและภาคกลางได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ 

นอกจากนี้ผลการทดสอบ PISA ยังสะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และการอ่านระหว่างนักเรียนในเมืองใหญ่กับนักเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ซึ่ง PISA ได้วัดโดยใช้ดัชนี  ESCS (Economic, Social, and Cultural Status) พบว่า ช่องว่างของทักษะทางวิทยาศาสตร์ระหว่างนักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มร้อยละ 20 บนสุด กับร้อยละ 20 ล่างสุด เพิ่มขึ้นจาก 1.6 ปีการศึกษาในปี 2555 เป็น 1.8 ปีการศึกษาในปี 2558 ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน มีทักษะทางวิทยาศาสตร์ตามหลังนักเรียนในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นจาก 1.1 ปีการศึกษา เป็น 1.8 ปีการศึกษาในช่วงเวลาเดียวกัน ในส่วนของทักษะการอ่าน นักเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้านนั้นมีทักษะตามหลังนักเรียนในเมืองใหญ่ถึงเกือบ 3 ปีการศึกษา และนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มฐานะ ESCS ร้อยละ 20  ล่างสุด ตามหลังนักเรียนในกลุ่มร้อยละ  20 บนสุดถึง 2.3 ปีการศึกษา ในการประเมินในรอบปี 2558

 

 

แผนภูมิ 37 ค่าดัชนีทรัพยากรการเรียนของนักเรียนกลุ่มสูง และกลุ่มต่ำ เปรียบเทียบ ปี 2546 กับ 2552

ที่มา: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), ผลการประเมิน PISA 2009: บทสรุปเพื่อการบริหาร. สสวท. ร่วมกับ OECD: 2552.

 

ด้านความเหลื่อมล้ำในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของภาครัฐ งานวิจัยของ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า การกระจายเงินอุดหนุนต่อหัวไปยังโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยเปิดของรัฐนั้น แม้ดูเหมือนว่าค่าหัวจะเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ แต่ค่าหัวดังกล่าวไม่ได้รวมเงินเดือนและงบลงทุน ซึ่งในทางปฏิบัติ โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดใหญ่ๆ มักจะได้งบเหล่านี้มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ การศึกษาในระดับอุดมศึกษายังได้รับการอุดหนุนจากงบของรัฐในอัตราที่สูงกว่าการศึกษาระดับอื่นมาก และในเมื่อนักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะดีเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษามากกว่ากลุ่มรายได้อื่น การที่รัฐทุ่มเทเงินอุดหนุนด้านการศึกษาจำนวนมากไปในระดับอุดมศึกษา จึงเอื้อประโยชน์กับคนรวยมากกว่าคนจน โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดร้อยละ 10 ได้รับเงินอุดหนุนต่อหัวสำหรับการศึกษาทุกระดับชั้นมากกว่าผู้มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 10 กว่าสองเท่า

 

ในความเป็นจริง ถึงแม้ไม่มองฐานะของครอบครัว รัฐก็มีความจำเป็นน้อยมากที่ต้องจะอุดหนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา เนื่องจากตัวผู้เรียนเองย่อมมีแรงจูงใจสูงมากที่จะเข้าให้ถึงการศึกษาระดับนี้อยู่แล้ว เพราะคาดหวังได้ว่าจะได้รับผลตอบแทนค่อนข้างสูงหลังจบปริญญา จากการที่มีโอกาสและทักษะมากกว่ากลุ่มอื่นที่จะได้งานรายได้ดี ระดับการศึกษาที่รัฐควรให้เงินและทรัพยากรอุดหนุนมากที่สุดคือการศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา เนื่องจากเด็กเล็กต้องการ “รากฐาน” ที่แข็งแรงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาขั้นต่อไปในอนาคต และเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนมักขาดโอกาสและการดูแลเอาใจใส่อย่างพอเพียง เนื่องจากเวลาของบิดามารดาหมดไปกับการดิ้นรนเอาตัวรอด 

 


 

1 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2553). ตัวชี้วัดที่สำคัญของประชากรและที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2533 – 2553 : ทั่วราชอาณาจักร. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ .http://popcensus.nso.go.th/quick_stat/WholeKingdom_T.pdf

2 ธนาคารแห่งประเทศไทย. (31 ธันวาคม 2559). ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย จำแนกตามการศึกษา. Retrieved มกราคม 15, 2560, from ธนาคารแห่งประเทศไทย: http://www2.bot.or.th/statistics/ReportPage.aspx?reportID=666&language=th

3 OECD. (2015). สรุปผลการประเมิน PISA 2015. OECD.

https://library.ipst.ac.th/bitstream/handle/ipst/4903/30PISA%202015%20SummaryReport.pdf?sequence=1&isAllowed=y

4 ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์  (16 มกราคม 2560). ความเหลื่อมล้ำของคุณภาพโรงเรียน: นัยต่อผลสัมฤทธิ์ที่วัดโดยคะแนน PISA 2015. Retrieved 15 กุมภาพันธ์ 2560, from สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์: https://www.pier.or.th/?abridged=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2