Skip to content

บทที่ 1 ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ

1.4 เชิงพื้นที่: งบประมาณและการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

เมื่อคำนึงว่ารัฐมีหน้าที่พัฒนาประเทศเพื่อกระจายความมั่งคั่งและความอยู่ดีมีสุขอย่างทั่วถึง และเมื่อคำนึงว่าระบบธนาคารพาณิชย์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชนบท ความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณและปล่อยสินเชื่อก็อาจมีส่วนซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดอื่น

สถิติหนึ่งที่บ่งชี้ความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้ดีคือ อัตราความเป็นเมือง ซึ่งหมายถึงสัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองต่อจำนวนประชากรทั้งหมด ปัจจุบันอัตราความเป็นเมืองของไทยอยู่ที่ร้อยละ 31 ซึ่งต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (ร้อยละ 71) และอินโดนีเซีย (ร้อยละ 53) มาก ถ้าดูจากระดับรายได้ต่อหัว อัตราความเป็นเมืองของไทยควรอยู่ที่ร้อยละ 45 ตามแนวโน้มของภูมิภาค นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรมหาศาลกว่าเมืองอื่นๆ มาก โดยเมืองที่ประชากรคนเมืองเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ คือสมุทรปราการ มีจำนวนคนเมืองเพียงร้อยละ 6 ของกรุงเทพฯ ต่ำกว่า “กฎลำดับขนาด” (rank-size rule) อันเป็นกฎความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ที่บอกว่า เมืองที่มีประชากรคนเมืองมากเป็นอันดับ 2 จะมีประชากรคนเมืองร้อยละ 50 ของเมืองที่มีประชากรคนเมืองมากที่สุด (แผนภูมิ 13 อัตราความอัตราความเป็นเมือง และจำนวนประชากรคนเมืองตามลำดับที่ของเมือง เปรียบเทียบระหว่างไทย เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย)9

 

 

 

ในปี 2558 ผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ มีรายได้สูงกว่าคนงานโรงงานในกรุงเทพฯ 3 เท่า และสูงกว่าเกษตรกรรายย่อยในอีสาน 12 เท่า และผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคอีสานมีรายได้ต่ำที่สุดไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดก็ตาม (แผนภูมิ 14 รายได้ของครัวเรือนเฉลี่ยต่อหัว ปี 2558)

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นสาเหตุประการหนึ่งของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ดังกล่าว คือความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ โดยปัจจุบันจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อคนต่อปี (Gross Provincial Product Per Capita) สูง มีแนวโน้มที่จะได้งบประมาณรัฐสูง แทนที่จะเป็นทางกลับกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (แผนภูมิ 15 ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อคนต่อปี และงบประมาณรัฐต่อคนต่อปี)

 

เมื่อดูงบประมาณรายจังหวัดพบว่า หากไม่นับกรุงเทพฯ งบประมาณรัฐต่อหัวถูกจัดสรรไปยังกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดได้ดีในระดับหนึ่ง กล่าวคือ จังหวัดที่ยากจนที่สุดจังหวัดหนึ่งคือแม่ฮ่องสอนได้รับการจัดสรรงบประมาณ 210 บาทต่อคนต่อปี อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีรายได้น้อย แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่สูงเพื่อยกระดับรายได้ของประชากร ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ มีรายได้ต่อหัวราว 35,000 บาทต่อคนต่อปี แต่กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียง 28-30 บาทต่อคนต่อปีเท่านั้น (แผนภูมิ 16 เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อคนต่อปี และงบประมาณรัฐต่อคนต่อปีรายจังหวัด)

ด้านการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ พบว่ากรุงเทพฯ มีประชากรเพียงร้อยละ 10 ของทั้งประเทศ แต่เป็นจังหวัดที่ได้รับสินเชื่อคิดเป็นมูลค่าถึงร้อยละ 74 ของสินเชื่อรวม ขณะที่ภาคเกษตรมีการจ้างงานมากกว่าร้อยละ 38 ของแรงงานรวม แต่มีมูลค่าสินเชื่อน้อยกว่าร้อยละ 1 ของสินเชื่อรวม และมูลค่าสินเชื่อรวมทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ กระจุกตัวอยู่ตามเมืองเศรษฐกิจสำคัญที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว อาทิ กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยุธยา ชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา และขอนแก่น เป็นต้น (แผนภูมิ 17 ยอดสินเชื่อคงค้างในระบบธนาคารพาณิชย์จำแนกตามจังหวัด) จากสถิติดังกล่าว น่าคิดว่าสถาบันการเงินไทย “นำ” การพัฒนาเศรษฐกิจ (ธนาคารปล่อยสินเชื่อในพื้นที่ด้อยพัฒนาก่อน เศรษฐกิจจึงค่อยเจริญเติบโตตาม) อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อจริงหรือ เพราะสถิตินี้บ่งชี้ว่าสถาบันการเงินอาจจะ “ตามหลัง” การพัฒนามากกว่า (เศรษฐกิจในจังหวัดเติบโตถึงระดับหนึ่งก่อน ธนาคารจึงเข้าไปปล่อยสินเชื่อ)

 


9 เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และคณะ, Looking beyond Bangkok: ผู้บริโภคในเมืองและการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองในไทย, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์. Insight Dec 2010 - Jan 2011.