Skip to content

บทที่ 2 ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร

ด้านทรัพยากร

ถ้าหากเราเชื่อว่าคนทุกคนควรมีสิทธิและเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตตามที่ตนมุ่งหวัง กลไกต่างๆ ในสังคมก็ควรคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรของประชาชนทุกหมู่เหล่า อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งความต้องการของคนนอกพื้นที่ (เช่น นักธุรกิจที่ต้องการสร้างโรงถลุงเหล็ก) ก็ขัดแย้งกับความต้องการของคนบางส่วนในพื้นที่ (เช่น ไม่ต้องการอุตสาหกรรม อยากพัฒนาชุมชนของตนเองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แทน) และความขัดแย้งดังกล่าวก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนยิ่งกว่าปัญหาการเข้าไม่ถึงทรัพยากร

ต่อประเด็นที่ว่าเราควรจัดการกับความขัดแย้งทำนองนี้อย่างไร คำตอบส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองและอุดมการณ์ทางการเมืองที่กล่าวถึงในบทนำ นักคิดสำนักเสรีนิยมจะเสนอว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด กล่าวคือ ถ้าหากโรงถลุงเหล็กสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าทางเลือกอื่น (เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ) นักลงทุนก็ย่อมมีแรงจูงใจที่จะสร้างโรงถลุงเหล็กมากกว่าทำธุรกิจอื่นในพื้นที่ ดังนั้นกลไกตลาดจะ “จัดการ” ให้โรงถลุงเหล็กเกิดขึ้นในที่สุด สิ่งเดียวที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมควรทำ คือหาวิธีเยียวยาหรือบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดกับชาวบ้านในพื้นที่ เช่น จ่ายค่าชดเชย (หรือให้บริษัทจ่าย) ให้ชาวบ้านยอมย้ายออกจากพื้นที่ ในกรณีที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมส่อเค้าว่าจะรุนแรงจนไม่มีใครควรอาศัยอยู่ในละแวกนั้น

นักคิดสำนักความยุติธรรมทางสังคมจะแย้งว่า โรงถลุงเหล็กอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย คือผู้ถือหุ้น พนักงาน และลูกค้าของบริษัทซึ่งเป็นบริษัทด้วยกัน (ซื้อเหล็กไปผลิตสินค้าและบริการ) ยังไม่นับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากอุตสาหกรรมหนักที่คนในชุมชนต้องรับภาระ ขณะที่ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่าก็จริง แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับคนจำนวนมากกว่า โดยเฉพาะคนในชุมชนที่ควรมีสิทธิในการร่วมตัดสินใจว่าจะใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างไร การปล่อยให้นักธุรกิจจากนอกพื้นที่เข้ามาตักตวงทรัพยากรในท้องถิ่นด้วยข้ออ้างว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า จึงเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรมต่อคนในชุมชน และจะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมถ่างกว้างกว่าเดิม

นักคิดสำนักสมรรถภาพมนุษย์จะตั้งต้นจากคำถามว่า โครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กน่าจะส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพหรืออิสรภาพในด้านต่างๆ ของใครบ้างและอย่างไร และให้ความสำคัญกับสิทธิของทุกฝ่ายในกระบวนการตัดสินใจ บทพื้นฐานของการมีข้อมูลที่เท่าเทียมกัน ถ้าหากคนในชุมชนตัดสินใจว่าอยากได้รับเงินค่าชดเชยการสูญเสียวิถีชีวิตจากโรงถลุงเหล็กและย้ายออกจากพื้นที่ เพราะไม่อยากทนเสี่ยงกับภาวะมลพิษที่อาจเกิดขึ้นและไม่อยากทำธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พวกเขาก็อาจมองว่าการย้ายออกอาจเป็นทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพหรืออิสรภาพของพวกเขาในระยะยาวได้ดีกว่าการที่สมรรถภาพและอิสรภาพในด้านต่างๆ ถูกลิดรอนจากการอาศัยอยู่ติดกับโรงงานและได้รับผลกระทบ ถ้าเป็นอย่างนั้นนักธุรกิจก็ควรยอมจ่ายค่าชดเชย ซึ่งอาจเรียกว่า “ค่าเสียโอกาส” ให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ และภาครัฐก็ควรดูแลอย่างพอเพียง เช่น หาพื้นที่ใหม่ที่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพเดิม เพื่อให้ชาวบ้านมั่นใจได้ว่าสมรรถภาพและอิสรภาพของพวกเขาจะไม่เลวร้ายลงกว่าเดิม

ในเมื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก ล้วนแต่ต้องอาศัยการตักตวงทรัพยากรธรรมชาติและทำลายสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อยโดยเลี่ยงไม่พ้น ประเด็นที่สำคัญในยุคทรัพยากรร่อยหรอแห่งศตวรรษที่ 21 จึงมิได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมายที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่งดังเช่นในอดีต หากอยู่ที่การหาแนวทาง “พัฒนาอย่างยั่งยืน” (Sustainable Development) ที่เป็นรูปธรรม ภายใต้ “หลักการป้องกันไว้ก่อน” (Precautionary Principle) และการคำนึงถึงความเท่าเทียมกัน (Equity) ของสิทธิพลเมืองและสิทธิชุมชน และความเป็นธรรม (Fairness) เป็นสำคัญ ความเท่าเทียมกันและความยุติธรรมเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เนื่องจากตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า ถ้าเราละเลยผลกระทบจากการกระทำของเราต่อคนอื่น (โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส) ในโลกที่เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน เราก็จะต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวเองหรือลูกหลานในอนาคตด้วย